ความคิดวิพากษ์วิจารณ์ (Critical Thinking)
- Tab 1
- Tab 2
- Tab 3
- Tab 4
ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking)
การคิดวิพากษ์ หมายถึง ความสามารถในการพิจารณา ประเมินและตัดสินสิ่งต่างๆหรือเรื่องราวที่เกิดขึ้น ที่มีข้อสงสัยหรือ ข้อโต้แย้ง โดย การพยายามแสวงหาคำตอบที่มีความสมเหตุสมผล โดยการคิดวิพากษ์นั้นจะเกิดขึ้น เมื่อมีการเผชิญสถานการณ์แปลกๆ ที่ไม่คาดหวัง การพบปัญหาที่ยากๆ เกิดความสงสัยหรือเกิดข้อโต้แย้ง ในเหตุผลหรือข้ออ้างนั้น การที่ต้องการตรวจสอบ และสืบค้นความจริง
ทฤษฎีด้านการคิดเชิงวิพากษ์มีพื้นฐานมาจากผลงานของ เบนจามิน บลูม (Benjamin Bloom) ในปี 1956 ที่ได้จัดหมวดหมู่พฤติกรรม การเรียนรู้ด้านสติปัญญา โดยพัฒนาวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ให้ชัดเจนและให้ครูทดลองปฏิบัติในการสอนเป็นเวลาสองทศวรรษ แนวความคิดของเขาเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางและใช้สอนในโปรแกรมการฝึกหัดครูทั่วสหรัฐอเมริกาจนถึงปัจจุบัน ในประเทศอื่นรวมทั้งประเทศไทยก็นำแนวคิดของบลูมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนเช่นเดียวกัน
บลูม ได้แบ่งพฤติกรรมการเรียนรู้ ออกเป็น 6 ประเภท จากระดับแรกที่เรียกว่า ความรู้ จนถึงระดับของการประเมิน แต่ละประเภท เกี่ยวกับ การวิเคราะห์และประเมินข้อมูลที่ซับซ้อน ที่ใช้ความสามารถทางสติปัญญาในระดับสูง
และเพื่อให้สอดคล้องกับ พฤติกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว บลูมได้แบ่งวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมเป็น 6 ประเภท ดังต่อไปนี้
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมของบลูม
- ความรู้ (Knowledge) – เน้นการจำและการอ้างอิงข้อมูล คำกริยาเชิงพฤติกรรมที่ใช้ เช่น ระบุ บอกรายการ บอกชื่อ ตั้งชื่อ ให้คำจำกัดความ บอกแหล่งที่ตั้ง จับคู่ จำได้ และทำใหม่
- ความเข้าใจ (Comprehension) – เน้นการเชื่อมโยงและจัดการข้อมูลที่ได้เรียนมา คำกริยาที่ใช้ เช่น อธิบาย เชื่อมโยง กำหนดหลักเกณฑ์ สรุป พูดใหม่ เรียงข้อความใหม่ สาธิต
- การประยุกต์ใช้ (Application) – เน้นการใช้ข้อมูล โดยการนำเอากฎหรือหลักการมาประยุกต์ใช้ คำกริยาที่เกี่ยวข้องเช่น แก้ปัญหา เลือก ตีความ ทำ สร้าง เอามาไว้ด้วยกัน เปลี่ยน ใช้ ผลิต แปล
- วิเคราะห์ (Analysis) – เป็นการคิดเชิงวิเคราะห์ส่วนประกอบและหน้าที่ของสิ่งต่างๆ คำกริยาที่ใช้ เช่น วิเคราะห์ เปรียบเทียบ จัดประเภท แยกส่วนประกอบ หาข้อแตกต่าง สำรวจ แบ่งเป็นส่วยย่อย แยกแยะ หาข้อขัดแย้ง
- สังเคราะห์ (Synthesis) – เน้นการคิดในการนำเอาส่วนประกอบปลีกย่อยหรือรายละเอียดมารวมกันสร้างสิ่งใหม่ คำกริยาที่เกี่ยวข้อง เช่น ประดิษฐ์ สร้าง(Create) รวมกัน ตั้งสมมุติฐาน วางแผน ริเริ่ม เพิ่มเติม จิตนาการ ทำนาย
- การประเมิน (Evaluation) – เน้นการประเมินและการตัดสินโดยใช้ข้อมูลเป็นฐาน คำกริยาที่ใช้ เช่นประเมิน(Assess) แนะนำว่าดี (Recommend) วิพากษ์วิจารณ์ หาข้อดีและข้อเสีย ให้น้ำหนัก และตัดสินคุณค่า
การคิดเชิงวิพากษ์ เป็นกระบวนการใช้เหตุผลในการวิเคราะห์ปัญหา เป็นการใช้ข้อมูลและการแก้ปัญหา เพื่อช่วยตัดสินใจ อย่างมีเหตุผล เกี่ยวกับสิ่งที่จะทำหรือเชื่อต่อไป มีหลักฐานจากการวิจัยจำนวนมากที่สนับสนุนความคิดที่ว่า คนเราสามารถเรียนรู้ วิธีคิดในการตัดสินใจ และการแก้ปัญหาได้ กฏต่างๆ ที่เป็นนามธรรม การใช้เหตุผลในการคิดเป็นสิ่งที่สอนได้ ฝึกได้ การฝึกจะช่วย ให้คนเราคิดหา สาเหตุที่ซ่อนเร้นไว้ของเหตุการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน มียุธวิธีหลายอย่าง (Strategies) ที่ช่วยให้เราคิด เชิงวิเคราะห์ ประเมินปัญหา และตัดสินใจแก้ปัญหาอย่าง สร้างสรรค์ (Feldman,1996: 274) ดังนี้
- การระบุและคิดทบทวนปัญหา (Redefine the problems)
- คิดอย่างมีวิจารณญาณ (Adopt a critical perspective)
- ใช้หลักการของเหตุผล (Use analogies)
- คิดหลากหลาย (Think divergently)
- ใช้แนวคิดแบบองค์รวม (Use heuristics)
- ทดลองแก้ปัญหาหลายๆ แบบ (Experiment with various solutions)
คนเราต้องใช้ทักษะการคิดในการทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยตัดสินใจเกี่ยวกับความถูกต้องของข้อมูล เพื่อเลือกสิ่งต่างๆ จากตัวเลือก (Choices) ทั้งหลายที่มีอยู่มากมาย ผู้ที่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ จะสามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ (Morrison, 2000) ดังนี้
- ระบุประเด็นสำคัญได้
- เปรียบเทียบความเหมือนกันและความแตกต่างกัน
- ตัดสินใจได้ว่าข้อมูลใดใช้ได้หรือเกี่ยวข้องกับปัญหานั้น ๆ
- ตั้งคำถามที่เหมาะสมได้
- แยกแยะระหว่างความจริงกับความคิดเห็นได้ และตัดสินได้ว่าการกระทำใดเป็น การกระทำที่ สมเหตุสมผล
- ตรวจสอบความคงที่ได้ (Checking consistency)
- ระบุความคิด / สมมุติฐานที่แฝงไว้ (Unstated ideas) ได้
- รู้ว่าอะไรเป็นการพูดแบบ Stereotype คือ การคิดถึงลักษณะของคนใดคนหนึ่งแล้วเหมารวมว่าคนอื่นๆ จะเป็นเช่นเดียวกัน
- รู้ว่าข้อมูลใดเบี่ยงเบน (Bias) ข้อมูลใดเป็นการชวนเชื่อ หรือลำเอียง
- รับรู้ถึงค่านิยมที่แตกต่างกันและรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดี
- ประเมินได้ว่าข้อมูลที่จำเป็นมีอะไรบ้าง ต้องใช้ข้อมูลมากเพียงใด
คาดเดาผลที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้ (Consequences)
จุดมุ่งหมายของการฝึกทักษะการคิดแบบวิพากษ์( Critical Thinking Xคือการกระตุ้นให้เกิดคำถามอยู่เสมอ ให้สงสัยในสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น ได้อ่าน และสำรวจความคิดของตนเอง ผู้ฝึกควรกระตุ้นให้ผู้รับการฝึกคิดโดยการเตรียม/จัดสิ่งแวดล้อม ซึ่งคำนึงถึงแนวความคิด ที่แตกต่างกันและหลากหลาย และเปิดโอกาสให้อภิปรายแสดงความเห็นอย่างอิสระในลักษณะ ระดมสมองพร้อมกับยอมรับความคิดเห็น ของทุกคน
แนวทางในการวัดหรือประเมิณผลทักษะการคิดเชิงวิพากษ์
ปัจจุบันทักษะการคิดและการแก้ปัญหานับว่าเป็นทักษะพื้นฐานธรรมดาเช่นเดียวกับทักษะทางด้านอื่นๆเช่น ทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ การสะกดคำ ความรู้ทางภูมิศาสตร์และอื่นๆ แนวโน้มของการอบรม ทุกวันนี้คือ มีการฝึกอบรมทักษะการคิดที่ให้กลายเป็น วัฒนธรรมของการเรียนรู้อย่างกลมกลืน
ในห้องฝึกอบรมที่เน้นการคิด จะมีการกระตุ้นให้ผู้รับการอบรมได้มีการสังเกตและวิเคราะห์ ฝึกใช้คำถามระดับสูงขึ้น (Higher-level questions) มีการถามให้ได้คิดไตร่ตรอง (Reflect) คิดใช้เหตุผลเกี่ยวกับความรู้ ข้อมูล และคิดแก้ปัญหา ต้องกระตุ้นให้ผู้รับการอบรมคิดเกี่ยวกับข้อมูลและกระตุ้นให้คิดเกี่ยวกับการคิดด้วย เช่นการคิดเช่นนี้ถูกหรือยัง มีเหตุผลหรือไม่ มีวิธีการคิดอย่างไร ทักษะต่างๆ ต่อไปนี้ สามารถใช้สร้างทักษะและเพื่อฝึกการคิดในการใช้เหตุผลได้
- การวิเคราะห์ (Analyzing) สำรวจบางสิ่งบางอย่าง ระบุส่วนประกอบและความสัมพันธ์ของส่วนประกอบเหล่านั้น ได้อย่างชัดเจน
- การสรุป (Inferring) ใช้เหตุผลสรุปจากข้อมูลที่ได้วิเคราะห์
- การเปรียบเทียบหาสิ่งที่เหมือนกันและต่างกัน (Comparing and Contrasting)
- การทำนาย (Predicting) สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปจากสถานการณ์ที่มีอยู่ โดยอาศัยสิ่งแวดล้อมต่างๆ
- การตั้งสมมุติฐาน (Hypothesizing) จากการวิเคราะห์หลักฐานต่างๆ ที่มีอยู่แล้วหาคำตอบที่อาจจะเป็นไปได้ หาวิธีแก้ปัญหาหลายๆ วิธี โดยต้องอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ด้วย
- การคิดเชิงวิพากษ์หรือคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) โดย การสำรวจข้อมูล สำรวจหลักฐานและข้อถกเถียงต่างๆ อย่างรอบคอบ ไม่มีการลำเอียง เพื่อหาข้อสรุปที่เป็นไปได้
- การใช้เหตุผลแบบอนุมาน (Deductive Reasoning) เป็นการใช้กฏ ทฤษฎี หรือหลักการเพื่อวิเคราะห์หารายละเอียดปลีกย่อย
- การใช้เหตุผลแบบอุปมาน (Inductive Reasoning) เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบส่วนย่อยแล้วสรุปเป็นกฎ ทฤษฎีหรือหลักการ
- การจัดระเบียบ การจัดการ (Organizing) สิ่งต่างๆ โดยใช้เหตุผลประกอบ
- การจำแนกประเภท (Classifying) – จัดสิ่งต่างๆ เป็นเป็นประเภทเดียวกัน
- การตัดสินใจ (Decision Making) - สำรวจทางเลือกทั้งหลายอย่างมีเหตุผลแล้วเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง
- การแก้ปัญหา (Problem Solving) – วิเคราะห์สถานการณ์ที่ยุ่งยาก คิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อแก้ปัญหา
แนวคิดในการฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์
การฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ทำได้หลายวิธีเช่น
- การตั้งคำถาม: นับว่าคือหัวใจสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์ นักคิดเชิงวิพากษ์ที่ดีนั้นต้องไม่รีบด่วนตัดสินใจ แต่จะต้องฝึกหัดในการตั้งคำถามก่อนเสมอ การแก้ปัญหาในโลกความจริงนั้น มักไม่มีคำตอบหรือวิธีแก้ที่ถูกต้องจริงๆ มีแต่คำตอบใดดีกว่ากันเท่านั้นเช่น กรณี นักเรียนที่มีปัญหาต้องเรียนรู้สิ่งต่อไปนี้คือ
(1) รู้ปัญหา เช่นเรียนจบ ม. 6 แล้วจะหาที่เรียนต่อได้อย่างไร
(2) ตั้งคำถามเกี่ยวกับปัญหานั้น ๆ เช่น ฉันควรสมัครเรียนต่อที่ไหนดี
(3) รวบรวมข้อมูล เช่น มหาวิทยาลัยใด สถานศึกษาใดกำลังเปิดรับสมัครและเปิดสอนสาขาใดบ้าง
(4) ได้คำตอบที่เป็นไปได้ และคิดว่าอาจจะมีข้อมูลใหม่ที่ช่วยให้แก้ปัญหาได้ดีขึ้นอีก - การกระตุ้นให้มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาและกระบวนการ ถามชี้ให้เห็นว่าผู้ถามอยากรู้อยากเห็น สงสัยและไม่แน่ใจ กำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่มักไม่กล้าที่จะตั้งคำถาม และมีคนส่วนน้อยมากที่ชอบถาม อาจเป็นเพราะไม่กล้าถาม รู้สึกอาย กลัวคนอื่นคิดว่าเป็นคำถามโง่ๆ หรือคิดไม่ออกว่าจะถามอะไร ดังนั้นผู้ฝึกอบรมจึง ควรกระตุ้นให้มีการถามมากๆ ซึ่งอาจจะมี ถามคำถามที่น่าสนใจบ้าง คำถามที่ไม่น่าถามบ้าง คำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่อง ที่กำลังศึกษากันอยู่บ้าง ทำให้เสียเวลาบ้าง อย่าคิดว่าคำถามเหล่านั้นไม่ดี ไม่ควร แสดงอาการบางอย่างออกมาทันที และไม่เหมาะสม ทำให้เข็ดขยาดไม่อยากถามต่อไป ผู้ฝึกอบรมควรคิดก่อนแสดงอาการโต้ตอบที่ไม่เหมาะสมออกไป คิดว่าทุกคนมีเหตุผลของตัวเองในการถาม บางทีคำถามเป็นเพียงสัญญาณที่บอกให้รู้ว่า พวกเราเพียงแต่ต้องการการยอมรับ ต้องการความสนใจจากผู้อื่นหรือเพื่อนๆ เท่านั้น
- การหลีกเลี่ยงการแสร้งทำเป็นว่ารู้คำตอบทั้งๆที่ไม่รู้ ควรหลีกเลี่ยงการตอบคำถามที่ไม่รู้แต่ตอบออกมาผิด ๆ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่า คำตอบที่แท้จริงคืออะไร เพราะจะทำให้ผู้รับการอบรมขาดความเชื่อมั่นในตัววิทยากร การที่วิทยากรยอมรับว่า ไม่รู้ไม่ใช่เรื่อง เสียหาย แต่ทำให้ผู้รับการอบรมคิดว่าวิทยากรก็เป็นมนุษย์เหมือนกันย่อมมีสิ่งที่ไม่รู้ได้ ช่วยให้ผู้รับการอบรมมีความเชื่อมั่น และความรู้สึกที่ดีต่อวิทยากรเอง สิ่งสำคัญคือ วิทยากรควรรู้แหล่งและวิธีหาคำตอบ และช่วยพัฒนาผู้รับการอบรม ให้มีความรู้และ ทักษะกระบวนการหาคำตอบด้วยตนเอง
การเรียนรู้อย่างมีความหมาย (Meaningful Learning)
การเรียนรู้อย่างมีความหมาย เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเมื่อการคิดแบบ Critical Thinking เชื่อมโยงกับสิ่งที่กำลังเรียน ผู้รับการอบรมต้องสร้าง ความหมายในการเรียนรู้ให้ตนเองจากหลักสูตรที่กำนดให้เรียน จะเป็นการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งและคงอยู่ได้นาน ลำดับขั้นของสิ่ผู้รับการอบรมที่เรียนรู้มี 4 ระดับ (Critical thinking, 2546) คือ
- ความจริง (Facts) – การได้ข้อมูลที่เป็นความจริง ซึ่งเมื่อรู้แล้ว ประมาณ 90 % ของข้อมูลที่ได้จะลืมไป เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด แรงจูงใจน้อย
- ความคิดรวบยอด (Concepts) – การประมวลผลข้อมูล การพัฒนาความสัมพันธ์และความเข้าใจ ความรู้ประเภทนี้ทำให้เกิดแรงจูงใจ มากกว่าระดับแรก
- สิ่งที่มีความหมายสำหรับตนเอง (Personal Meanings) – การบูรณาการ และ การซึมซับความรู้ ความรู้ระดับนี้จะอยู่ได้นาน คงทน ทำให้เกิดแรงจูงใจมากที่สุด
- การเรียนรู้อย่างเข้าใจ (Comprehensive Learning) – การเรียนในระดับนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงถาวร ด้านทัศนคติและ/หรือ ความสามารถ
ตัวอย่างการคิดวิพากษ์
การเรียนรู้การใช้เทคโนโลยี (Technological Literacy) มีส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ได้คือ ช่วยให้สามารถ แยกแยะ สิ่งที่เป็นจริงกับสิ่งที่เกิดจากการจินตนาการ แยกสิ่งที่ถูกและสิ่งที่ผิดได้ ช่วยประเมินและตัดสินใจเกี่ยวกับ ข้อมูลที่คน ทั้งหลายเขียนลงในอินเตอร์เน็ต ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมีมากมายแต่ไม่ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะใช้ได้ มีประโยชน์เป็นจริง ถูกต้อง เหมาะสม ทั้งหมด ดังนั้นในการใช้อินเตอร์เน็ตผู้ใช้ต้องวิพากษ์ ซึ่งแนวทางสำหรับวิทยากรและผู้รับการอบรม ในการประเมินข้อมูลใน การเรียนการสอนโดยใช้อินเตอร์เน็ต มีดังนี้
- 1.ใครเป็นคนเขียน ทำไมจึงเขียน
- ใครบางคนกำลังจะขายสินค้า ขายแนวความคิดให้เราหรือไม่
- ข้อมูลเหล่านี้ใช้รหัสในเว็บไซท์อะไร เช่น .com = commercial (เกี่ยวกับการค้า) gov. = government (รัฐบาล) edu. = education (เกี่ยวกับการศึกษา) org.=non-profit organization (องค์กรที่ไม่หวังกำไร) เพราะแหล่งข้อมูลเหล่านี้มีผลต่อ ความน่าเชื่อถือของข้อมูล เราคิดว่าข้อมูลที่มาจากสถาบันการศึกษาต้องเป็นจริงเสมอหรือไม่ แหล่งข้อมูลของรัฐบาล เป็นอย่างไร
- สามารถสืบต้นตอแหล่งข้อมูลที่เบี่ยงเบนได้หรือไม่ อย่างไร
- ถ้าเป็นคำพูดที่คัดลอกมามีการอ้างอิงแหล่งของข้อมูลเหมาะสมหรือไม่
- เราจะหาข้อมูลอื่นมาเปรียบเทียบกับข้อมูลนี้ได้อย่างไรตรวจสอบแหล่งพิมพ์ได้หรือไม่
- ข้อมูลมีทฤษฎี / หลักฐานสนับสนุนหรือไม่ จะแยกข้อมูลเป็นประเภทต่าง ๆ ได้อย่างไร
- แหล่งข้อมูลบางแห่งอาจถูกต้องแม่นยำกว่าแหล่งข้อมูลอื่น ๆ หรือไม่ อย่างไร เช่นวารสารทางวิชาการมักได้รับ การตรวจสอบอ่าน ทบทวน โดยผู้เชี่ยวชาญมาแล้ว
ในการฝึกทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ไม่ควรใช้คำถามที่ตอบว่า ใช่หรือไม่ใช่ ควรเป็นคำถามที่ทำให้นักเรียนคิดหาคำพูดออกมา เพื่อแสดง ความคิดในระดับสูง มีความหมาย มีการสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ อย่างมีเหตุผล การคิดเชิงวิพากษ์ต้องใช้เวลา ดังนั้นควรให้เวลา นักเรียน ในการคิดเพื่อเรียบเรียงคำตอบ ตัวอย่างลักษณะของการถาม 3 แบบที่ช่วยฝึกทักษะการคิด (Critical thinking, 2546) ดังต่อไปนี้
การถามแบบโสเครติค (Socratic Questioning)
ในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสต์ศักราช โสเครติส ได้กระตุ้นให้เกิดความคิดเชิงวิเคราะห์โดยการใช้คำถามที่ท้าทาย นักเรียนให้คิดและ ใช้วาทะในการตอบ คำถามจะกระตุ้นการปฎิสัมพันธ์โต้ตอบ (Interaction) ระหว่างครูกับนักเรียน ท้าทายนักเรียนให้โต้ตอบ เพื่อแสดงเหตุผลสนับสนุนความคิดของตน เช่นถามว่า "ท่านเชื่อว่า คนเราควรพูดความจริงเสมอหรือไม่ จะเป็นอย่างไรถ้ากล่าวเท็จ เพื่อช่วยชีวิตคนอื่น ความจริงดีกว่าชีวิตหรือไม่"
การถามแบบอุปมาน (Inductive Questioning)
การถามประเภทนี้ เป็นการฝึกให้ใช้เหตุผลในการจัดการข้อมูลให้สัมพันธ์กับหลักการหรือประเภท ควรให้นักเรียนสรุปหลักการ และความสำคัญของข้อมูลที่กำลังเรียน เช่นมีสิ่งต่างๆ หลายอย่างให้นักเรียนได้จัดหมวดหมู่ใหม่ ครูอาจถามว่า อะไรสำคัญมากที่สุด อะไรสำคัญน้อยที่สุด นักเรียนควรเรียนสิ่งนี้หรือไม่ เพราะอะไร
การถามแบบอนุมาน (Deductive Questioning)
การถามประเภทนี้ช่วยฝึกนักเรียนให้ใช้เหตุผลในการวิเคราะห์กฎหรือหลักการ มองภาพใหญ่แล้วจึงศึกษารายละเอียด เชื่อมความรู้ใหม่กับความรู้เก่า ครูอาจถามว่า เมื่อรู้สาเหตุหลักของเหตุการณ์เหล่านี้แล้ว ลองดูซิว่าอะไรเป็นสาเหตุของสิ่งนี้
สิ่งที่ช่วยฝึกทักษะการคิดให้ผู้รับการอบรม คือการถามโดยใช้คำถามดังกล่าว ถามให้ผู้รับการอบรมสังเกตุ ถามให้คิดให้ใช้สติปัญญา และใช้เหตุผลในการหาคำตอบ เช่น ทำไมน้ำแข็งจึงละลาย ทำไมนักเรียนต้องขยันเรียน ลักษณะของคนดีเป็นอย่างไร นอกจากวิทยากรถามแล้ว ผู้รับการอบรมก็ควรฝึกถามด้วย เพราะขณะที่คิดหาคำถามนั้นก็ถือได้ว่าได้ฝึกทักษะการคิดในตัวอยู่แล้ว ได้ฝึกใช้คำพูดเรียบเรียงให้คนอื่นเข้าใจได้ ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการพัฒนากระบวนการคิด เพื่อใช้แก้ปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนมาก และนิยมใช้ในทางทหาร และผู้เขียนคิดว่าจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับองค์กรอื่นๆได้นั่นก็คือ การคิดแบบกระบวนการแสวงข้อตกลงใจทางทหาร (Military Dicision Making Process )
กระบวนการแสวงข้อตกลงใจทางทหาร
ซึ่งในทางทหารนั้นนิยมใช้ในการเป็นเครื่องมือของฝ่ายอำนวยการในการแสวงหาหนทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุด สำหรับการปฏิบัติการยุทธ์ โดยมีองค์ประกอบอยู่ 4 กระบวนการหลักๆคือ
- วิเคราะห์ภารกิจ
- การพัฒนาหนทางปฏิบัติ
- การวิเคราะห์หนทางปฏิบัติ
- การเปรียบเทียบและตกลงใจ
โดยในแต่ละกระบวนการนั้นฝ่ายอำนวยการจะต้องดำเนินกระบวนการคิดทั้งการคิดวิพากษ์ในตอนแรกเช่น ต้องตั้งคำถามเสมอว่า วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของภารกิจนั้นคืออะไรและการที่จะสามารถปฏิบัติจนสำเร็จนั้นจะต้องมีงานอื่นๆที่ต้องทำประกอบ หรือเสริม เพิ่มเติม เข้ามา(ในทางทหารเรียกว่ากิจแฝง)นั้นมีอะไรบ้าง ในขณะเดียวกันก็จะทำการประเมินปัญหาอุปสรรค (ข้าศึก) ว่ามีลักษณะ อย่างไร จะกระทบกับการปฏิบัติงานของเรามากน้อยอย่างไร พร้อมกับหาหนทางแก้ไว้รองรับอย่างครบถ้วน และจะต้องมีหนทางใน การแก้ปัญหาหรือ รองรับอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นได้อย่างน้อย 2 วิธีการทั้งนี้ก็เพื่อ ที่จะสามรถให้มีการนำมาเปรียบเทียบ หาข้อดีข้อเสีย ของหนทางหรือวิธีการปฏิบัติ ที่ดีที่สุดพร้อมกับ มีแผนสองรองรับอยู่เสมอ
เราจะเห็นได้ว่าทักษะการคิด แบบแสวงข้อตกลงใจทางทหารนั้น เป็นกระบวนการคิดที่มีความระเอียดรอบคอบรัดกุมมาก มีการทดสองซึ่งกันและกัน อยู่ตลอดเวลา เพื่อให้มั่นใจว่า แนวทางปฏิบัติที่ได้มาจาก กระบวนการคิดนั้นมีโอกาสประสบผลสำเร็จ มากที่สุด และก็ยังสามารถนำกระบวนการดังกล่าวมาใช้ประยุกต์กับการคิดวิพากษ์ ได้อย่างดี ทั้งยังจะเป็นการพัฒนา ศาสตร์แห่ง กระบวนการคิดขั้นสูงต่อไปได้ในอนาคต ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะลองรับกับสภาวะการโลกของเรา ในปัจจุบันที่เป็น โลกแห่งการไร้พรหมแดน มีการเปลี่ยนแปลงในบริบทต่างๆอย่างรวดเร็วและมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในทุกๆมิติ ไม่ว่าจะเป็นบริบททางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร การก่อการร้าย ภัยคุกคามต่างๆ ก็จะสามารถนำกระบวนการคิด แบบแสวงข้อตกลงใจทางทหาร มาประยุกต์ ใช้ได้กับ ทุกองค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน
ปัญหาที่ท้าทาย การพัฒนาประเทศไทย ในปัจจุบันนี้คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถพัฒนากระบวนการคิด การเรียนรู้ของคนไทย ให้มีความสามารถในการคิด แก้ปัญหาที่มีความยุ่งยากซับซ้อนได้ ประเทศชาติก็จะมีความเจริญ ความมั่นคง อย่างแน่นอน ดังนั้นกระบวนการคิดของคนไทยจึงถือได้ว่าเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะต้องมีการฝึกพัฒนาให้เกิดเป็นรูปธรรมมากที่สุด เริ่มจากการคิดวิพากษ์ที่ไม่มีความยุ่งยากซับซ้อนเท่าไหร่นัก ไปจนถึงการคิดวิเคราะห์ การคิดเปรียบเทียบและอีกหลายๆ เทคนิคกระบวนการคิด จนในที่สุดก็จะเกิดสังคมใหม่ของคนไทยที่มีพลังอย่างมากนั่นคือสังคมแห่ง "องค์ความรู้" ต่อไป