แหล่งที่มาของรายได้และรายจ่าย

เงิน

เงินคือ สิ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับของสังคมหนึ่ง ๆ ให้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน โดยมีการกำหนดค่าขึ้นเป็นหน่วยเงินตรา และพยายามรักษาค่าให้คงที่อยู่เสมอเช่น หน่วยเงินตราไทยเป็นบาท หน่วยเงินตราอังกฤษเป็นปอนด์สเตอร์ลิง หน่วยเงินตราสหรัฐเป็นดอลลาร์ เป็นต้น
สาเหตุในการถือเงินสดของบุคคลก็เพื่อผลประโยชน์ 3 ประการคือ

1. เพื่อใช้จ่ายตามความจำเป็น ( Undertake Transfaction ) ในชีวิตประจำวัน วันหนึ่ง ๆคนเราย่อมมีความผูกพันเกี่ยวกับ การใช้จ่ายหลายสิ่งหลายอย่าง เช่น การซื้อหาอาหารรับประทาน

2. เพื่อเป็นเงินสดสำรองไว้ยามฉุกเฉิน ( Emergency Reserves ) ในกรณีเกิดฉุกเฉินขึ้นมาเมื่อจำเป็นต้องมีเงินใช้จ่าย ก็สามารถมีได้เช่น การป่วย เกิดตกงานไม่มีรายได้หรือมีอุบัติเหตุต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นต้น

3. เพื่อการสะสมมูลค่า ( Store of value ) เงินในส่วนที่เราเก็บสะสมเอาไว้ใช้จ่าย เช่น เงินออม เป็นต้น ซึ่งอาจจะเอามาใช้ในวันนี้หรือเอามาใช้ในอนาคตข้างหน้า

เวลา และกลยุทธ์การบริหารเวลา

การวางแผนการใช้เวลา

1. การจัดสรรเวลา พิจารณาดูว่าเวลา 24 ชั่วโมงที่มีอยู่นั้น จะใช้ทำอะไรบ้าง ในสัดส่วนเท่าไรจึงจะเหมาะสม และก่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ทั้งทางด้านอาชีพ การงาน สุขภาพ และอื่น ๆ สิ่งที่จะช่วยให้เห็นชัดถึงการใช้เวลาก็คือ การจดบันทึกการทำงานและการใช้เวลา
2. ทำงานตามจังหวะเวลา ด้วยการทำสิ่งต่างๆที่ได้วางแผนไว้ให้สอดคล้องกับเวลาที่มีอยู่ เช่น เวลาทำงานก็ทำเต็มความสามารถ
3. ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เวลาที่ว่างเว้นจากการทำงาน หรือเพื่อสรรสร้างสุขภาพย่อมเป็นเวลาว่าง ซึ่งแต่ละคนมีอิสระที่จะเลือกใช้ได้ตามความถนัดและความพอใจ การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำงานอดิเรกจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

งานอดิเรก คือ งานพิเศษที่ทำในเวลาว่างเพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ควรเคร่งเครียด การทำงานอดิเรกก็เป็นการพักผ่อนอย่างหนึ่ง เพราะทำให้เกิดความเพลิดเพลินและเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มีคนจำนวนมากที่ใช้เวลาว่างในการ เช่น การเก็บรวบรวมหรือการสะสมสิ่งที่น่าสนใจ การประดิษฐ์งานฝีมือ การทำอาหารและขนมต่างๆการปลูกต้นไม้ การเป็นพนักงานขาย การเลี้ยงสัตว์ การเล่นดนตรี การเขียนหนังสือ ฯลฯ

การบริหารเงินสด และสินทรัพย์สภาพคล่องของบุคคล

การดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคล ย่อมมีการจับจ่ายใช้สอยอยู่เสมอ จึงควรต้องมีเงินที่สามารถหยิบมาใช้ได้อย่างสะดวก และคล่องมืออยู่อย่าง เพียงพอ

ความหมาย และความจำเป็นในการถือสินทรัพย์สภาพคล่องของบุคคล

สินทรัพย์สภาพคล่อง ( Liquid Assets ) คือ สินทรัพย์ในรูปของเงินสด และสินทรัพย์อื่นที่มีสภาพใกล้เคียงเงินสด แต่สามารถเปลี่ยน เป็นเงินสดได้ง่าย โดยไม่ลดมูลค่า เช่น เงินฝากกระแสรายวัน เงินฝากออมทรัพย์ และเงินลงทุนระยะสั้นอื่นๆ บุคคลจำเป็นต้องมี สินทรัพย์สภาพคล่องให้เพียงพอต่อ การใช้จ่ายประจำวัน เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหาเงินขาดมือ เท่าที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่นิยมถือ เงินเพื่อการจับจ่ายใช้สอยกันมาก การเปิดบัญชีกระแสรายวัน โดยใช้เช็คสั่งจ่ายยังมีน้อย
ปัญหา และความขัดข้องทาง การเงินย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกครอบครัว หากไม่มีการ เตรียมพร้อมไว้ย่อมนำ ความเดือดร้อนมาสู่คนใน ครอบครัวได้เสมอ ดังนั้นจึงจำเป็นที่ทุกครอบครัวต้องมีเงินสดสำรองไว้จำนวนหนึ่ง

เงินสดสำรอง หมายถึง เงินที่ได้เก็บออมไว้ ซึ่งสามารหยิบฉวยมาใช้ได้ทันทีที่เกิดความจำเป็น เงินสดที่สำรองไว้นี้ จะไม่ก่อให้เกิด ประโยชน์อันใด ถ้าถือไว้เฉย ๆ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหาทางบริหารเงินสดสำรองจำนวนดังกล่าว ให้มีค่าเพิ่มมากขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

เงินสด และกลยุทธ์การบริหารเงินสด ( Cash Management )

การบริหารเงินสดที่ดี คือ การที่บุคคลรู้จักกะประมาณเงินสดที่มีอยู่ในมือให้น้อยที่สุด ทั้งนี้โดยไม่ทำให้เกิดปัญหาเงินสดขาดมือ การที่บุคคลมีเงินสด ในจำนวนที่เขาสามารถอยู่ได้โดยปลอดภัย กล่าวคือ ไม่มีปัญหาเงินขาดมือเกิดขึ้น

รายได้ส่วนบุคคล (personal income)

หมายถึง รายได้ทั้งหมดที่ครัวเรือนได้รับจากแหล่งต่างๆ ในรอบปี ซึ่งบางส่วนได้รับเพราะเป็นผลตอบแทนจาก การผลิตหรือ มีส่วนร่วมใน การผลิต และบางส่วนได้รับในรูปของเงินโอน

ปัจจัยที่กำหนดรายได้ของบุคคล (Factors Affecting Personal Income)

  1. อายุ (Age) เรื่องของอายุมีความสัมพันธ์ต่อการหารายได้ของบุคคล บุคคลที่สูงวัย และหนุ่มสาวผู้เริ่มทำงานนั้นจะมีรายได้ไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับผู้ที่อยู่ใน วัยกลางคน ซึ่งมีอายุในระหว่าง 35- 55 ปีเพราะผู้อยู่ในวัยนี้โดยทั่วไปจะมีความสามารถในการหารายได้สูง ทั้งนี้เนื่องจากอยู่ในวัยที่มีพละกำลัง ในการทำงาน
  2. การศึกษา (Education) ระดับการศึกษา จะเป็นเครื่องกำหนดรายได้ของบุคคล ผู้ที่สำเร็จปริญญาระดับสูง ๆ ย่อมมีรายได้สูงกว่าผู้มีการศึกษาต่ำหรือไม่ได้รับการศึกษา
  3. อาชีพ (Career) การเลือกอาชีพมีความสัมพันธ์กับการศึกษาของบุคคล มีอาชีพ บางอย่างที่ผู้ทำงานจะต้องผ่านการศึกษาทางด้านนี้มาโดยเฉพาะ เช่น พวกวิชาชีพอิสระต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ นักกฎหมาย สถาปนิก หรือวิศวกร ฯลฯ แต่มีอาชีพบางอย่าง ถึงแม้จะไม่เรียนมาในสายนั้นโดยตรง ก็สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้กับการทำงานได้เช่น ผู้ที่เรียนมาในสายสังคมศาสตร์ อาจจะประกอบอาชีพได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ พนักงาน ธนาคาร หรือการเป็นพนักงานในหน่วยงานของรัฐบาล รัฐวิสาหกิจตลอดจนธุรกิจเอกชนต่างๆ
  4. คุณสมบัติเฉพาะตัว (Personal Assets) บุคคลแต่ละคนจะไม่เหมือนกันโดยเฉพาะในส่วนที่เป็นคุณสมบัติเฉพาะตัวแล้วเช่น ในเรื่องของความสามารถ (Abilities) ความชำนาญ (skills ) บุคลิกภาพ ( Personality ) แรงกระตุ้น ( Drive ) ทัศนคติ (Aptitudes) ขวัญ และกำลังใจ ( Motivation ) ตลอดจนค่านิยมต่างๆ (Value systems)ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมี่อิทธิพลต่อการกำหนดระดับรายได้ของบุคคลได้ทั้งสิ้น เช่น คนที่มีความมุ่งมั่น และมีความทะเยอทะยานสูง โอกาสที่จะก้าวสู่ตำแหน่งสูง
  5. แหล่งรายได้ต่างๆ ของบุคคล (Sources of Personal Incomes) การทำงานของบุคคลแต่ละอาชีพย่อมมีผลตอบแทน อันได้แก่ เงินเดือน ค่าจ้าง ตลอดจนสวัสดิการต่างๆ ไม่เหมือนกัน ในการพิจารณารายได้ของบุคคลนอกจากจะคำนึงถึงรายได้ที่เป็นตัวเงิน ซึ่งบุคคลได้รับ เช่น เงินเดือน ค้าจ้าง โบนัส ค่านายหน้า ฯลฯ แล้วยังต้องคำนึงถึงสวัสดิการหรือผลประโยชน์อื่นๆ ที่มีให้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล ฯลฯ
    • เงินเดือน เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจากการทำงานประจำในหน้าที่การงานแต่ละสาขาอาชีพเป็นค่าตอบแทนรายงานของบุคคล เช่น เงินเดือนของหน่วยงานรัฐบาล เงินเดือนของรัฐวิสาหกิจ เงินเดือนของหน่วยงานเอกชน เงินเดือนในอัตราจ้างปกติ เป็นต้น
    • รายได้พิเศษ เป็นรายได้ที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากเงินเดือนซึ่งทุกคนสามารถมีรายได้พิเศษจากตรงนี้ได้ไม่ว่าจะเป็นนักศึกษา ข้าราชการประจำ เนื่องจากรายได้ที่เกิดขึ้นนี้ทุกคนสามารถสร้างรายได้จากส่วนนี้ เช่น นักศึกษาหารายได้พิเศษในช่วงซัมเมอร์โดยการเป็นพนักงานเสิร์ฟ อาจารย์สอนพิเศษ เพิ่มเติมนอกเวลาเรียน เป็นต้น
    • รายได้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำ เกิดจากการนำเงินที่เหลือหรือเงินที่แยกจากค่าใช้จ่ายจากเงินเดือนประจำ รายได้พิเศษ หรือจากงานอดิเรกต่าง ๆ ไปฝากตามเงื่อนไขด้านระยะเวลาที่ธนาคารกำหนด เช่นทุก ๆ 3 เดือน ทุก ๆ 6 เดือน ทุก ๆ 1 ปี เป็นต้น
    • รายได้จากงานอดิเรก เป็นรายได้เสริมที่เกิดจากการทำกิจกรรมยามว่าง แล้วเกิดรายได้ขึ้นมาเช่น การต่อตัวต่อ การถักงานไหมพรม นักวาดภาพเหมือน รับจ้างแต่งเสียงโทรศัพท์ เป็นต้น
    • รายได้สวัสดิการ เป็นผลตอบแทนต่อเนื่องจากเงินเดือน ทั้งนี้แล้วแต่นโยบายของบริษัทที่จะจัดสรรงบประมาณมาเป็นรายได้สวัสดิการ ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นทั้งภาครัฐ และเอกชนซึ่งเป็นผลประโยชน์สำหรับพนักงานเช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนของบุตร ค่าประกันชีวิต รถประจำตำแหน่ง บ้านพักของข้าราชการ เป็นต้น

การวัดรายได้ส่วนบุคคล สามารถทำได้ 2 วิธี ดังนี้
รายได้ของบุคคลที่แต่ละคนสามารถ นำมาใช้สอยได้อย่างอิสระของแต่ละคน คือตัวเงินที่สามารถนำไปใช้ได้จริงๆ

1. วิธีการปรับรายได้ประชาชาติให้เป็นรายได้ส่วนบุคคล

รายได้ส่วนบุคคล = รายได้ประชาชาติ - รายได้ที่ตกถึงครัวเรือน + เงินเดือนที่ครัวเรือนได้รับ

2. วิธีการวัดรายได้ส่วนบุคคลโดยตรง เป็นการวัดผลรวมของรายได้เฉพาะที่ครัวเรือน ได้รับรวมกับ เงินโอนที่ครัวเรือนได้รับในรอบปีนั้น ๆ

รายได้สุทธิส่วนบุคคล

รายได้สุทธิส่วนบุคคล หมายถึง รายได้ส่วนบุคคลภายหลังที่ครัวเรือนจ่ายพันธะผูกพันต่างๆ ได้แก่ ภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้ส่วนบุคคล ธรรมดา เงินโอนจากครัวเรือนให้รัฐบาล และเงินจ่ายเข้ากองทุนเงินประกันสังคม รายได้ส่วนที่เหลือ จึงเป็นรายได้สุทธิส่วนบุคคลที่ประชาชน (ครัวเรือน) สามารถนำไปใช้จ่ายส่วนบุคคลส่วนหนึ่งเพื่อการบริโภค การชำระค่าดอกเบี้ยหนี้บริโภคของครัวเรือน จ่ายเป็นเงินโอนให้ต่างประเทศ และอีกส่วนหนึ่งเก็บออมไว้เป็นการออมส่วนบุคคล (personal savings)

รายได้สุทธิส่วนบุคคล (disposable personal income) หมายถึง รายได้ส่วนบุคคลภายหลังที่ครัวเรือนจ่ายพันธะผูกพันต่างๆ ได้แก่ ภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้ส่วนบุคคลธรรมดา เงิน โอนจากครัวเรือนให้รัฐบาล และเงินจ่ายเข้ากองทุนเงินประกันสังคม รายได้ส่วนที่เหลือจึงเป็นรายได้สุทธิส่วนบุคคลที่ประชาชน (ครัวเรือน) สามารถนำไปใช้จ่ายส่วนบุคคลส่วนหนึ่งเพื่อการบริโภค การชำระค่าดอกเบี้ยหนี้บริโภคของครัวเรือน และจ่ายเป็นเงินโอนให้ต่างประเทศ และอีกส่วนหนึ่งเก็บออมไว้เป็นการออมส่วนบุคคล (personal savings)

รายได้ถือเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทางเลือกในการบริโภคมากที่สุด เนื่องจากรายได้เป็นสิ่งที่แสดงถึง ความสามารถใน การซื้อของผู้บริโภค เช่น คนที่มีรายได้ต่ำ ซึ่งเคยรับประทานอาหารที่หาได้ตามธรรมชาติในท้องถิ่น ทางเลือกที่เขาอาจจะทำได้ เมื่อมีเงินเพิ่มขึ้นก็เพียงแค่ซื้อปลากระป๋องมารับประทาน

นอกจากรายได้จะเป็นตัวกำหนดให้แต่ละบุคคลมีทางเลือกในการบริโภคสินค้า และบริการต่าง ๆ แต่ละชนิดไม่เหมือนกันแล้ว แม้แต่สินค้าชนิดเดียวกัน ความแตกต่างของรายได้ก็ทำให้ผู้บริโภคทางเลือกที่ต่างกันได้ เช่น ในการหาที่อยู่อาศัย ทางเลือกของคนอาจอยู่วัด อาศัยเพื่อนฝูง หรือหาห้องเช่าเล็ก ๆ อยู่

การวัดรายได้สุทธิส่วนบุคคล

จากความหมายของรายได้สุทธิส่วนบุคคลข้างต้น เราสามารถวัดรายได้สุทธิส่วนบุคคลจากรายได้ส่วนบุคคล ได้ดังนี้

รายจ่าย
การใช้เงินที่ได้จากรายได้ถือว่าเป็นรายจ่ายของบุคคล หรือครอบครัวการจัดทำรายจ่ายของแต่ละบุคคล จำเป็นต้องมีรายได้ ที่เพียงพอต่อความต้องการ มากมายของบุคคล หรือครอบครัวการใช้จ่ายครอบครัวแบ่งออกเป็น 3 ด้านคือ

1. ค่าใช้จ่ายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง เช่น ค่าเช่าบ้าน ค่างวดบ้าน ค่างวดรถ ค่าประกันชีวิต ค่าประกันรถยนต์ เป็นต้น ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าว ผู้วางแผนต้องกันไว้ตอนทำงบประมาณ การวางแผนการใช้จ่าย จึงต้องเตรียมการล่วงหน้า ให้ครอบคลุม ค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆที่กล่าวมาให้หมด เช่น อาจเตรียมเงินเดือนไว้เดือนละ 15,000 บาท สำหรับค่างวดบ้าน และอีก 12,000 บาท สำหรับค่างวดรถยนต์

2. การออม สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการความมั่นคงปลอดภัยหลังจากวัยทำงานจะต้องมีการวางแผนการออมไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อใช้จ่ายหลังจากที่ทำงานไม่ไหว หรือในกรณีที่มีเงินบำเหน็จ หรือบำนาญรออยู่แล้ว ก็ยังจะต้องการออมเพื่อการท่องเที่ยว สร้างสาธารณะประโยชน์ ใช้ในเทศกาลต่าง ๆ หรืออื่น ๆ และอย่างน้อยที่สุดที่บุคคลต่างๆ ควรจะมีการออมไว้เผื่อเหตุฉุกเฉิน เช่น ได้รับอุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือตกงานกะทันหัน เป็นต้น

3. ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาหารเสื้อผ้า เครื่องใช้ในครัวเรือน และค่าใช้จ่ายของสมาชิก ในครอบครัว ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จะเป็นส่วนของรายได้ที่เหลือจากค่าใช้จ่ายประจำ และการออมของครอบครัว และเป็นส่วนที่จะนำไปจัดสรร ให้กับสมาชิก และส่วนกลางในครัวเรือน

การบริหารเงินสด และสินทรัพย์สภาพคล่องของบุคคล

ปัจจัยพื้นฐานที่มีผลต่อรายจ่ายของบุคคล

ปัจจัยที่ทำให้เกิดค่ารายจ่ายอาหาร

1.จำนวนรายได้ของครอบครัวรวมทั้งหมด จะเป็นปัจจัยที่สามารถใช้ในการกำหนดงบประมาณรายจ่ายค่าอาหารไว้ว่า ครอบครัวนั้นจะมีรายจ่ายเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด
2.อายุของสมาชิกในครอบครัวจะมีอิทธิพลต่อการใช้จ่ายมาก เช่นกัน กล่าวคือ ในครอบครัวที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเติบโต ย่อมจะมีรายจ่ายค่าอาหารประเภทเนื้อ นม ไข่ ผัก และผลไม้มากกว่าครอบครัวที่มีลูกกำลังเล็ก หรืออยู่ในวัยทารก
3.รูปแบบ และประเภทอาหารของแต่ละครอบครัวที่รับประทาน เช่น บางครอบครัวอาจชอบรับประธานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ไข่ นม เนย ซึ่งมีราคาแพงกว่าการรับประทานอาหารแบบไทย
4.ระดับราคาอาหาร และการวางแผนการในการซื้ออาหารของท่านได้ ในกรณีที่ท่านทราบถึงระดับราคาสินค้าที่ต้องการจะซื้อในแต่ละครั้ง รวมถึงการวางแผนการซื้อไว้โดยเรียบร้อยว่าท่านควรจะซื้อสินค้าใดบ้าง เป็นจำนวนเท่าใด ท่านก็จะสามารถไปยังแหล่งที่ขาย และเลือกซื้อสินค้าไว้โดยเรียบร้อยว่าท่านควรจะซื้อสินค้าใดบ้าง โดยมีงบประมาณเตรียมไว้อย่างพร้อมเพรียง เช่น ผัดผัก แกงต่าง ๆ

รายจ่ายค่าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม

ปัจจัยที่ทำให้เกิดรายจ่ายค่าเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม

1. ฤดูกาล ท่านอาจจะมีรายจ่ายค่าเสื้อผ้าน้อยลง เช่น ในฤดูหนาวท่านอาจจะใช้เสื้อกันหนาวเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นท่านจึงอาจมีการใช้จ่ายเกี่ยวกับเสื้อผ้าลดลง
2. อาชีพ อาชีพของท่านก็อาจเป็นปัจจัยที่มีผลต่อการใช้เสื้อผ้าได้เช่นกัน เช่น ถ้าท่านเป็นพนักงานธนาคาร ทหาร ตำรวจ นางพยาบาล ครู พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานขายของตามห้างร้าน ที่ต้องแต่งเครื่องแบบทำงาน ท่านอาจมีความจำเป็นในเรื่องเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายน้อยกว่าผู้ที่มีอาชีพนางแบบ และพนักงานในบริษัทเอกชน
3.อายุ และวัย เป็นปัจจัยหนึ่งในการใช้เสื้อผ้าเพราะในวัยทารก และวัยเด็กที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว การใช้เสื้อผ้ามากชุดย่อมไม่เป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และเกิดการการสูญเสียทางเศรษฐกิจได้มากเพราะเด็กเติบโตเร็วในบางครั้งไม่ทันกับเสื้อผ้าที่มีอยู่ และต้องหาซื้อใหม่บ่อยขึ้น
4. สมัยนิยมที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเสื้อผ้ามากขึ้น เพราะถ้าท่านยังคงใช้เสื้อผ้าตัวเก่าอยู่ ก็ทำให้ท่านมองดูหล้าสมัยในสังคม และทำให้ท่านขาดความมั่นใจในตัวเองได้มาก จึงจำเป็นที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบในการแต่งกายให้เป็นไปตามสมัยนิยม
รายจ่ายค่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

ปัจจัยที่ทำให้เกิดรายจ่ายค่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน

1. ราคา
2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ
3. รายจ่ายค่าบริการ
4. อายุการใช้งานของเครื่องใช้นั้น ๆ
5. การดูแลบำรุงรักษา
6. การซ้องแซมภายหลังการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า
7. การประเมินอายุการใช้งานของเครื่องใช้ไฟฟ้า

รายจ่ายประจำของการใช้รถยนต์

ปัจจัยที่ทำให้เกิดรายจ่ายของการใช้รถยนต์ของบุคคล รถยนต์ไม่ว่าแบบใดก็ตาม ย่อมมีอายุการใช้งานที่มีความจำกัดแตกต่างกัน ซึ่งแล้วแต่ ราคา และคุณภาพ รถที่มีราคาแพงย่อมมีความคงทนมากกว่ารถที่มีราคาถูกกว่า แต่เมื่อเกิดความชำรุด ค่าซ่อมบำรุงก็จะแพงกว่า รถยนต์ทั่ว ๆ ไป ในทางตรงกันข้ามรถยนต์ที่ราคาในระดับกลางค่าซ่อมบำรุงก็จะถูกกว่า แต่อย่างไรก็ตาม การเลือกที่จะใช้รถยนต์แบบใดนั้น ก็จะต้องคำนึงถึง รายได้ของตนว่า มีความเหมาะสมกับรถยนต์ในระดับใด
ค่าประกันอุบัติเหตุ ก็เป็นปัจจัยที่มีผลต่อรายได้ และค่าใช้จ่ายของบุคคล การประกับอุบัติเหตุเป็นไปตาม เงื่อนไขของผู้ขายเพื่อผ่อนปรน ภาระค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทประกันเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น โดยเจ้าของรถยนต์มีหน้าที่จ่ายค่าเบี้ยประกัน ให้แก่บริษัทประกัน ตามเงื่อนไขของผู้ขาย เพื่อผ่อนปรนภาระค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทประกันเมื่อมีความเสียหายเกิดขึ้น
สำหรับผู้ที่ไม่มีรถยนต์ ก็จะไม่มีรายจ่ายในส่วนรถยนต์ที่กล่าวมาแต่จะเป็นรายจ่ายค่าเดินทางโดยรถโดยสารประจำทาง หรือรถรับจ้างต่างเป็นปัจจัยด้านรายรับรายจ่ายก็จะมีความแตกต่างไปจากผู้ที่มีรถยนต์ส่วนตัวซึ่งอาจจะประหยัดกว่าด้วยซ้ำไป

กระบวนการจัดทำงบประมาณส่วนบุคคล

กระบวนการจัดทำงบประมาณส่วนบุคคลเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ การกำหนดที่มาของรายได้ส่วนบุคคลทั้งหมดว่า รายได้ของครอบครัว เหล่านั้น ได้มาอย่างไร จนถึงขั้นตอนในการตัดสินใจจัดการกับรายได้จำนวนดังกล่าว ซึ่งขั้นตอนพื้นฐานในกระบวนการ จัดทำงบประมาณ ส่วนบุคคล มีอยู่ด้วยกัน 5 ขั้นตอน โดยในแต่ละขั้นตอนจะเป็นการทำความเข้าใจถึงวิธีการจัดทำงบประมาณ รวมถึงการดำรงชีวิต อยู่ภายในแนวทางของงบประมาณตามที่ได้วางไว้ งบประมาณส่วนบุคคลจึงไม่ดูว่าเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนยุ่งยากมากนัก เพราะถ้าครอบครัวใดมีการจัดทำงบประมาณไว้เป็นระบบที่ดีแล้ว จะสามารถช่วยในการจัดการทางการเงินไม่ให้เกิดความขาดแคลน หรือขัดสนได้มาก ดังแสดงขั้นตอนสำคัญในกระบวนการทำงบประมาณไว้ใน

แสดงกระบวนการในการจัดทำงบประมาณส่วนบุคคล

แนวทางเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการทำงบประมาณส่วนบุคคลเพื่อป้องกันการเกิดความขัดสนทางการเงินมี 4 ประการคือ

1. ในการตัดสินใจว่าจะจัดการรายได้ที่มีอยู่ของท่านต่อไปอย่างไร แต่ก่อนจะตัดสินใจว่าจะทำ การจัดสรรร่ายจ่ายชนิดใดชนิดหนึ่ง ไปเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใดนั้น ควรต้องคำนึงถึงรายจ่ายอื่นๆ ที่ท่านจะต้องใช้จ่ายจากเงินรายของท่าน พร้อมทั้งอธิบายการเกิดรายจ่าย และการจัดการรายจ่ายนั้นๆ ไว้อย่างชัดเจนเพื่อที่ท่านจะได้สามารถจัดทำงบประมาณส่วนไปได้ด้วย
2. ควรมีการกำหนดเงินสำรองรายจ่ายส่วนบุคลขึ้นไว้จำนวนหนึ่ง เพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายในจำนวนที่ท่านทั้งคู่สมรสเห็นว่าเหมาะสม
3. รายการรายจ่ายที่กำหนดไว้ในงบประมาณ ในทางปฏิบัติไม่ได้หมายความว่า ครอบครัวทั้งหลายจะต้องมีการดำเนินการ ให้เป็นไปตาม งบประมาณ โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแนวทางในการใช้จ่ายได้เสียเลย เช่น ในกรณีที่ท่านกำหนดรายจ่ายค่าอาหารไว้ประมาณสัปดาห์ละ 1,000 บาท แต่หากในวันใดวันหนึ่งของสัปดาห์ท่านอาจมีรายการชื้ออาหารเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เช่น ร้านขายเนื้อที่ท่านเป็นลูกค้าประจำ แนะนำเนื้อวัวคุณภาพดีให้ท่านทดลองรับประทานแทนการรับประทานเนื้อหมู หรือเนื้อปลาคุณภาพปานกลางซึ่งมีราคาถูกกว่า
4. ควรมีการเก็บรักษาบันทึกทางการเงินทั้งที่เป็นส่วนของรายได้ และส่วนที่เป็นรายจ่ายไว้เป็นอย่างดี เพราะรายการรายจ่าย บางรายการ อาจเป็นรายการที่ควรทราบ เช่น รายการการเสียภาษีก็ควรมีการแยกรายการละเอียดไว้ตางหากโดยเฉพาะ

งบประมาณรายได้ส่วนบุคคล

ขั้นตอนแรกในการทำงบประมาณส่วนบุคคลคือการจัดหมวดหมู่ของแหล่งที่มาของรายได้ทั้งหลายภายในครอบครัวเข้าไว้ด้วยกัน ตัวอย่างการบันทึกของรายได้สามารถจัดทำได้ดังตาราง

ตาราง แสดงงบประมาณรายได้รวมทั้งหมดของครอบครัวประจำปี พ.ศ….

แหล่งที่มาของรายได้

ม.ค. 

ก.พ

มี.ค.

เม.ย.

พ.ค

มิ.ย.

ก.ค.

ส.ค.

ก.ย.

ต.ค.

พ.ย.

ธ.ค.

เงินเดือนค่าแรง

เงินเดือนค่าแรงของคู่สมรส

โบนัส

ค่าเช้า

เงินปันผล

ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร

รายได้พิเศษ

รายได้พิเศษของคู่สมรส

รายได้อื่นๆ

รายได้รวม ทั้งหมด

ข้อแนะนำบางประการในการคำนวณ รายได้ของครอบครัวที่มีประโยชน์ และสามารถติดตามค้นหา รายการรายได้ได้ครบถ้วนและถูกต้อง คือ

1.คำนวณผลรวมเฉพาะรายได้สุทธิที่ท่านได้รับอยู่จริงเท่านั้น กล่าวคือ ท่านอาจมีรายได้ตามบัญชีเงินเดือนเป็นเดือนละ 10,000 บาท แต่รายได้ที่ท่านได้รับจริงๆเป็นเพียง 9,200 บาทเท่านั้น ซึ้งส่วนแตกต่าง 800 บาท นี้เป็นรายได้ที่นายจ้างหักไว้เป็นค่าภาษี 350 บาท ค่าเงินสวัสดิการต่าง ๆ ภายในสถานที่ทำงาน 150 บาท และเงินสะสมเพื่อโครงการเกษียณอายุอีก 300 บาท ดังนั้นจำรายได้ที่ท่านจะใส่ไว้ในงบประมาณจะเป็นเพียงจำนวน 9,200 บาท

2.ถ้าท่านไม่แน่ใจว่ารายได้ที่ท่านได้รับเป็นจำนวนที่แน่นอนเท่าใดแล้ว ให้ท่านประมาณวงเงินใน จำนวนเงินที่น้อยที่สุดที่ท่านคิดว่า จะได้รับไว้ก่อน

3.คำนวณตัวเลขรายได้จำนวนใหม่ขึ้นมาเมื่อถึงรอบระยะเวลาการขึ้นเงินเดือนประจำปี

4.ถ้าอาชีพของท่านก็ให้เกิดรายได้ที่ไม่แน่นอน เช่น อาชีพนักร้อง นักแสดง นักเขียน นักมวย พนักงานขาย นายหน้า สถาปนิก ฯลฯ รายได้ของท่านจะได้รับไม่สม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือนเหมือนที่ท่านเป็นข้าราชการประจำ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงาน ในบริษัทห้างร้านต่างๆ เพราะแม้ว่าท่านจะทำงานเสร็จสิ้นแล้วแต่ท่านก็ยังไม่ได้รับเงินค่าจ้างทันที
งบประมาณรายจ่ายส่วนบุคคล

เพื่อที่จะควบคุมการใช้จ่ายจากเงินรายได้ที่มีอยู่ให้เกิดความสมดุลขึ้นวิธีการที่ดีที่สุดคือ การจดจำว่า รายการรายจ่ายที่เกิดขึ้น ทั้งหมดของท่านมีรายการใดบ้าง และเป็นรายจ่ายประเภทใด จำนวนเท่าใดพร้อมจัดประเภทของรายจ่ายต่าง ๆ ไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน เช่น กลุ่มรายจ่ายประจำ กลุ่มรายจ่ายผันแปรได้ หรือกลุ่มรายจ่ายกึ่งประจำกึ่งแปรได้ เพราะรายจ่ายกลุ่มผันแปรได้ จะเป็นรายจ่ายที่ท่าน ควรให้ความสนใจมากกว่ารายจ่ายประเภทอื่น เนื่องจากท่านสามารถ เลื่อนกำหนด การใช้จ่ายไปได้มากกว่า การเป็นรายจ่ายประเภทประจำ หรือรายจ่ายกึ่งประจำกึ่งผันแปรได้ภายหลังจากที่ท่านได้แจกแจงและจัดกลุ่มประเภทรายจ่าย ขั้นต่อไปคือ การหาขั้นร้อยละของรายจ่ายทุกรายการว่ารายจ่ายต่าง ๆ เหล่านั้นมีการใช้จ่ายคิดเป็นร้อยละเท่าใดของของรายได้ที่มีอยู่

ตารางแสดงร้อยละของรายจ่าย ณ ระดับรายได้ต่าง ๆ กัน

รายการงบประมาณ (บาท) งบประมาณรายได้ ระดับต่ำต่อปี งบประมาณรายได้ ระดับกลางต่อปี งบประมาณรายได้ ระดับสูงต่อปี ระดับรายได้ต่อเดือน (10,000บาท) งบประมาณสำหรับ รายได้ประจำปี (120,000 บาท)
ค่าอาหารในบ้าน ค่าอาหารนอกบ้าน ที่อยู่อาศัย (รวมเครื่องตกแต่งบ้าน) ค่าพาหนะเดินทาง ค่าเครื่องนุ่งห่ม ค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ด ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ค่าภาษีเงินได้ 26.7
4.4
19.1

14.3
8.0
4.4
9.3
6.9
4.3
2.6
20.6
8.0
22.4

20.9
6.0
2.1
5.7
5.0
4.3
5.0
15.6
4.4
25.6

22.8
8.0
2.0
4.1
5.6
3.9
16.8
2,060
800
2,240

2,090
600
210
570
500
430
500
24,720
9,600
26,880
 
25,080
7,200
2,520
6,840
6,000
5,160
6,000
รวม 100 100 100 10,000 120,000

 

ประโยชน์ของงบการเงิน
งบการเงินของบุคคลซึ่งประกอบด้วยงบดุล และงบรายได้ค่าใช้จ่ายดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น เป็นการทำให้ทราบ ฐานะการเงิน ว่าขณะนี้เป็นอย่างไร เพื่อจะได้หาแนวทางว่าต่อไปเราควรทำอย่างไร จึงจะทำให้ฐานะการเงินดีขึ้น อันจะนำไปถึง จุดหมายทาง การเงินที่วางไว้

งบการเงินนอกจากจะเป็นประโยชน์สำหรับบุคคลดังได้กล่าวแล้วยังเป็นประโยชน์สำหรับ ธนาคารและสถาบันการเงินต่าง ๆ ที่จะใช้ประเมิน ฐานะของผู้มาขอกู้เงินด้วย เพื่อใช้ดูว่า ผู้กู้มีความเสี่ยงทางการเงินเพียงใด เหมาะสมจะให้กู้ยืมหรือไม่ ซึ่งธนาคาร จะเอาตัวเลขจาก รายการต่างๆ ในงบการเงินนี้มาประเมินหาอัตราส่วนทางการเงิน เพื่อจะวิเคราะห์ถึง ความมั่นคงความอ่อนแอ ทางการเงิน ตลอดจน ความสามารถในการชำระหนี้คืนในอนาคตของบุคคลนั้น