- Tab 1
- Tab 2
- Tab 3
- Tab 4
- Tab 5
การฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเพื่อสุขภาพ
Exercise Prescription for Strength Training
หลักการฝึกน้ำหนักด้วยแรงต้าน
เพื่อที่จะให้เกิดผลต่อการพัฒนาโปรแกรมการฝึกน้ำหนักด้วยแรงต้าน เราจะต้องประยุกต์ หลักการฝึกมาใช้ดังนี้
หลักความเฉพาะเจาะจง (Specificity Principle)
การพัฒนาสมรรถภาพกล้ามเนื้อ คือการออกกำลังกายหรือฝึกกลุ่มกล้ามเนื้อที่เราจะพัฒนาหรือเฉพาะเจาะจงกลุ่มกล้ามเนื้อนั้น ๆ รวมถึงชนิดของการหดตัวของกล้ามเนื้อ และระดับความหนักของการฝึก เช่น หากเราต้องการเพิ่มความแข็งแรง หรือพัฒนากล้ามเนื้อต้นแขนด้านหน้า (Biceps) ก็จะเลือกฝึก กลุ่มกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้อง และการหดตัวแบบเกร็งหด (Concentric) และหดตัวแบบเกร็งผ่อนกล้ามเนื้อ (Eccentric) โดยหากต้องการเพิ่มความแข็งแรง ก็ใช้ระดับความหนักที่สูงจำนวนครั้งที่ยกน้อย แต่หากต้องการพัฒนา ความทนทานของกล้ามเนื้อ ก็ใช้ระดับความหนักที่ต่ำกว่า จำนวนครั้งที่ใช้ยกมากขึ้น
หลักของการใช้น้ำหนักมากกว่าปกติ (Overload Principle)
เพื่อที่จะพัฒนาความแข็งแรงและความทนทานให้เพิ่มขึ้น กลุ่มกล้ามเนื้อที่ใช้ฝึกจะต้องให้กล้ามเนื้อนั้นออกแรงกระทำกับแรงต้านทานที่มากกว่าขนาดปกติ(Overload) ที่กล้ามเนื้อนั้นเคยกระทำอยู่ ซึ่งระดับความหนักที่ใช้ในการพัฒนาความแข็งแรงอย่างน้อยต้อง 60 % ของความสามารถสูงสุด แต่สำหรับความทนทานใช้ระดับความหนักที่ต่ำที่ 30 % ของความสามารถสูงสุด ซึ่งในระดับความหนักที่ต่ำนี้ กลุ่มกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกกำลังกายควรกระทำให้ถึงจุดเริ่มล้า
หลักความก้าวหน้า (Progression Principle)
ตลอดช่วงเวลาโปรแกรมการฝึกด้วยแรงต้านเพื่อเป็นการพัฒนาความแข็งและความทนทาน จะต้องเพิ่มปริมาณ (volume) หรืองานที่ฝึก เพิ่มขึ้นให้เป็นลำดับ ๆ ถ้าหากเพิ่มขึ้นเร็วและมากไปอาจจะทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อกล้ามเนื้อและข้อต่อได้ ซึ่งก่อนจะเพิ่มแรงต้านหรือน้ำหนัก ผู้ออกกำลังกาย ควรจะสามารถยกจำนวนครั้งให้ได้มากก่อน
ชนิดของการฝึกด้วยแรงต้าน (Types of resistance training)
การฝึกสมรรถภาพของกล้ามเนื้อด้วยแรงต้าน สามารถใช้ชนิดของการฝึกต้านน้ำหนักแบบ
ต่าง ๆ ดังนี้
การฝึกแบบเกร็งนิ่ง (Static (isometric) Training)
การฝึกกล้ามเนื้อแบบเกร็งนิ่งเป็นที่นิยมมาในปลายปี ค.ศ. 1950 ถึงต้นปี ค.ศ 1960 เพราะสามารถกระทำที่ไหนก็ได้ ทุกเวลา ใช้อุปกรณ์น้อยหรือไม่ใช้ก็ได้ แต่ก็มีข้อเสียเปรียบที่ว่าความแข็งแรงที่ได้จะได้เฉพาะมุมของข้อต่อที่เราทำการฝึก ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนา ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ตลอดพิสัยการเคลื่อนไหว จะต้องฝึกที่มุมต่าง ๆ ของข้อต่อนั้น ๆ เช่น ฝึกเกร็งที่มุม 30°,60° ,90°,120° และ 180° ของท่าเตะขาขึ้น (Knee Flexion)
การฝึกแบบเกร็งนิ่ง นิยมใช้ในโปรแกรมฟื้นฟูสมรรถภาพกล้ามเนื้อเพื่อป้องกันการสูญเสียความแข็งแรงและการฝ่อ่ของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะในกรณีอวัยวะถูกยึดตรึงไว้ เช่นการเข้าเฝือก
การฝึกด้วยแรงต้านแบบพลวัต (Dynamic Resistance Training)
เป็นแบบฝึกที่ได้รับความนิยม และเป็นแบบฝึกที่เหมาะสำหรับการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อสำหรับเพศชาย และหญิงทุกช่วงอายุ รวมถึงวัยเด็กด้วย เป็นการฝึกต้านทานน้ำหนักที่เกี่ยวข้องกับการเกร็งหด (concentric) และการเกร็งผ่อน (eccentric) ของกลุ่มกล้ามเนื้อที่ออกแรงต้านทานต่อน้ำหนักแบบคงที่ หรือเปลี่ยนแปลงได้ เช่นพวกบาร์เบล และดัมเบล (free weight) และชุดฝึกน้ำหนักแบบสถานี (Weight machine)
หลักการกำหนดโปรแกรมการฝึกแรงต้านด้วยน้ำหนัก
ตัวแปรที่ใช้ในการฝึกสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ
ความหนัก (Intensity)
ความหนักที่เหมาระสำหรับพัฒนาความแข็งแรงควรกำหนดที่ 80-85% 1-RM ซึ่งที่ระดับความหนักนี้ สามารถกระทำ หรือยกได้ประมาณ 6-8 ครั้ง ในแต่ละท่า อย่างไรก็ตาม หากต้องการพัฒนา ความทนทานของกล้ามเนื้อระดับความหนักที่ใช้ £ 60% 1-RM (15-20 RM) และสำหรับการฝึกขั้นสูง เพื่อพัฒนาขนาดของกล้ามเนื้อ จะต้องเพิ่มปริมาณการฝึกขึ้นด้วย การเพิ่มจำนวนเซท จำนวนท่าที่ใช้ฝึกในแต่ละกลุ่มกล้ามเนื้อ และเพิ่มความบ่อยหรือความถี่ในแต่ละอาทิตย์
จำนวนชุดของการฝึก (Sets)
การฝึกกล้ามเนื้อด้วยแรงต้านมักไม่นิยมทำติดต่อกัน เพราะกล้ามเนื้อจะเมื่อยล้ามาก จึงมักแบ่งเป็นชุด ๆ จากการวิจัยพบว่า แม้ว่าการฝึกชุดเดียวในแต่ละครั้งอาจให้ผลต่อการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ แต่ก็ได้แนะนำให้ 3 ชุดหรือมาก ซึ่งจะให้ผลดีกว่าต่อการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการฝึก รวมทั้งเวลาที่จำกัดในการฝึกด้วย ถ้าหากมีเวลาน้อยก็อาจทำแค่ชุดเดียวในกลุ่มกล้ามเนื้อมัดหลัก ๆ (รวม 8-10 เท่า) ก็ให้ประโยชน์เช่นกัน หรือทำกับผู้ที่มีระดับสมรรถภาพของกล้ามเนื้ออยู่ในระดับต่ำจากการประเมิน ในทางตรงข้าม ถ้าจะต้องฝึกขั้นสูงและเพิ่มขนาดของกล้ามเนื้อควรจะทำ 5-6 ชุด 2-3 ท่า ในแต่ละกลุ่มกล้ามเนื้อที่ฝึก
ความบ่อย (Frequency)
เพื่อเป็นการพัฒนาสมรรถภาพของกล้ามเนื้อควรฝึก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ สำหรับการฝึกขึ้นสูง ความบ่อย ควรฝึก 5-6 วันต่อสัปดาห์ เพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดความแข็งแรงและขนาดของกล้ามเนื้อต่อไป
ลำดับท่าของการฝึก (Order of Exercise)
โปรแกรมการฝึกแรงต้านด้วยน้ำหนักอย่างน้อยการฝึกจะต้องประกอบด้วยหนึ่งท่าฝึก ต่อกล้ามเนื้อมัดหลัก เพื่อเป็นการรักษาสมดุล ของกล้ามเนื้อ นั้นคือ อัตราส่วนของความแข็งแรง ระหว่างกลุ่มกล้ามเนื้อมัดตรงข้าม (agonists vs antagonists) กลุ่มกล้ามเนื้อด้านซ้ายกับด้านขวา (right vs left side) และกลุ่มกล้ามเนื้อส่วนบนกับส่วนล่าง (upper-and lower-body) ดังนั้นลำดับท่าของการฝึก ให้เริ่มท่าที่ใช้ข้อต่อมากกว่า หนึ่งข้อต่อ (multi-joint exercise) ก่อน เช่น Bench press Lat pull-down ซึ่งเป็นท่าที่เกี่ยวกับ กลุ่มกล้ามเนื้อมัดใหญ่ หลังจากนั้นก็ตามด้วย ท่าที่ใช้ข้อต่อเดียว (single-joint exercise) เป็นท่าที่เกี่ยวกับ กลุ่มกล้ามเนื้อมัดเล็ก และเพื่อหลีกเลี่ยงความล้าของกล้ามเนื้อ หรือ เพื่อให้มีเวลามากขึ้นในการพื้นตัวให้ฝึกสลับกลุ่มกล้ามเนื้อ โดยอย่าฝึก กลุ่มกล้ามเนื้อส่วนเดียวกันติดต่อกัน
โปรแกรมการฝึกแรงต้านด้วยน้ำหนักสำหรับผู้สูงอายุ
ข้อแนะนำและข้อควรระวัง
· ใน 8 สัปดาห์แรกของการฝึกให้ใช้น้ำหนักในระดับต่ำ 30-50% 1-RM ในการฝึกทุกท่า
· สอนท่าในการยกที่เหมาะสมและเทคนิคการหายใจ
· ควรมีครูฝึกที่เคยดูแลผู้สูงอายุมาแล้ว คอยดูแลเทคนิคการยกน้ำหนักและการฝึกแรงต้านด้วยน้ำหนัก ในช่วง 2-3 ครั้งแรกของการฝึก
· กำหนดโปรแกรมฝึกในท่าที่ข้อต่อทำงานร่วมกันหลายข้อ (multi-joint) ได้ทำงานมากกว่าข้อต่อเดียว (single joint)
· ใช้เครื่องมือออกกำลังกายที่เป็นสถานีฝึกเพื่อรักษาความมั่นคงของร่างกายและควบคุมพิสัยการเคลื่อนไหวโดยหลีกเลี่ยงการใช้พวก free weight
· การฝึกแต่ละครั้งควรใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีและอย่าให้เกิน 60 นาที
· ใช้ RPE เป็นตัวเฝ้าดูในขณะทำการฝึก ซึ่งควรอยู่ในช่วง 12-13 (ค่อนข้างหนัก)
· ให้พักอย่างน้อย 48 ชั่วโมง ก่อนฝึกครั้งต่อไป
· ไม่ให้ผู้สูงอายุที่มีภาวะข้ออักเสบ ยกน้ำหนักเมื่อมีอาการปวดที่ข้อต่อหรือมีการอักเสบ
· หากหยุดการฝึกไปมากกว่า 1 เดือน แล้วจะกลับมาเข้าโปรแกรมการฝึกต่อ ให้เริ่มใช้น้ำหนักน้อยกว่า 50 % ของน้ำหนักที่เคยยกมาก่อนที่จะหยุดฝึก
ข้อพึงระมัดระวังในการฝึก
ในการฝึกเพื่อเพิ่มพลังกล้ามเนื้อ มีข้อพึงระมัดระวังหลายอย่างที่ผู้ฝึกควรเข้าใจ และปฏิบัติให้เหมาะสมเพื่อให้ได้ประโยชน์เต็มที่ และลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้
1. การฝึกที่มีการเกร็งและกลั้นหายใจ (Valsalva’s maneuver) ผู้ที่เริ่มฝึกใหม่มักจะกลั้นหายใจ ขณะออกแรงเกร็งกล้ามเนื้อ การกลั้นหายใจจะทำให้ความดันในช่องอกและช่องท้องเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เลือดดำ ไหลกลับเข้าหัวใจน้อยลง และทำให้หัวใจบีบส่งเลือดออกได้น้อยลง ความดันเลือดจะลดลงชั่วขณะ แต่เมื่อหายใจออกเต็มที่หลังจาก ที่กลั้นไว้ ความดันเลือดก็จะกลับสูงขึ้นมากกว่าปกติ (อาจถึง 200 มิลลิเมตรปรอท) วิธีการนี้จึงควรหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับ ระบบหัวใจ และหลอดเลือด ผู้มีความดันเลือดสูง ผู้ป่วยสูงอายุ ไส้เลื่อน และผู้ป่วยหลังผ่าตัดช่องท้อง โดยในขณะฝึกเกร็งกล้ามเนื้อ ควรให้ผู้ฝึกหายใจเข้าออกตามปกติ
2. การฝึกหนักเกิน (Over-work หรือ over-training) การฝึกหนักเกินหรือฝึกมากเกินไปอาจทำให้พลังกล้ามเนื้อลดลงได้ เชื่อกันว่า อาจเป็นเพราะมีการสลายโปรตีนในกล้ามเนื้อนั้น อาการของการฝึกหนักเกินคือกล้ามเนื้อจะอ่อนแรงลงกว่าเดิม ดังนั้น ผู้ฝึกจึงควรปฏิบัติตาม หลักการที่ได้ให้ไว้ และ ควรมีการประเมินผลการฝึกเป็นระยะ ๆ
3. ภาวะกระดูกผุพรุน (Osteoporosis) ในคนสูงอายุ ผู้ป่วยที่ใช้ยาสเตอรอยด์นาน ๆ และผู้ป่วยที่จำกัดการเคลื่อนไหวเป็นเวลานาน อาจมีภาวะกระดูกพรุนซึ่งอาจเสี่ยงต่อภาวะกระดูกหัดได้ง่าย ถ้าจำเป็นต้อง ฝึกพลลังในคนเหล่านี้ควรเริ่มฝึกโดยใช้แรงต้านทานแต่น้อยก่อน แล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มขึ้นในภายหลัง
4. ภาวะปวดระบมกล้ามเนื้อหลังกายออกกำลังกาย (Muscle soreness after exercise) ภายหลังการฝึกหนัก หรือฝึกครั้งแรกผู้ฝึก อาจมีอาการปวดเมื่อกล้ามเนื้อที่ฝึกนั้น ทันทีที่ฝากเสร็จ หรืออาจมีอาการนี้หลังจากที่ฝึกแล้ว 1-2 วันก็ได้ กรณีแรกมีสาเหตุจากการไหลเวียนเลือดไปยังกล้ามเนื้อยังไม่ดี ทำให้กล้ามเนื้อขาดออกซิเจนชั่วขณะ พร้อมกับมีการคั้งของกรดแล็กติก และโพแทสเซียม เมื่อได้พัก 1-2 ชั่วโมงภายหลักงการฝึกก็จะหายดีเป็นปกติ แต่สำหรับกรณีหลังานี้ เชื่อกันว่าเกิดจาก การมีการฉีกขาดเล็กน้อย (microtrauma) ในใยกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนบริเวณนั้น พวกนี้ใช้เวลานานประมาณไม่เกิน 1 สัปดาห์ ก็จะหายเป็นปกติถ้าได้พักจากการฝึกหนักนั้น การป้องกันหรือลดอาการนี้อาจทำให้โดยให้ผู้ฝึกได้ออกกำลังเบา ๆ (warm up) และยืดกล้ามเนื้อส่วนที่จะฝึกนั้นก่อนแล้วจึงค่อย ๆ เพิ่มแรงต้านทานการฝึกนั้นทีละน้อย เพื่อให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อน มีความยืดหยุ่นดี พร้อมที่จะรับการฝึก
ข้อห้ามของการฝึก
มีภาวะบางอย่างที่ควรงดการออกกำลังกายหนักเพราะอาจทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลงได้ ภาวะเหล่านี้ ได้แก่
1. มีการอักเสบชนิดติดเชื้อ เพราะบริเวณที่มีการอักเสบนั้นเซลล์ของเนื้อเยื่อจะมีอัตราเมแทบอลิซึมสูงกว่าปกติ ร่างกายควรได้รับ การพักผ่อน หากออกกำลังกายก็จะยิ่งเร่งเพิ่ม อัตราเมแทบอลิซึมจนมีไข้สูงขึ้น หรือทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อได้
2. มีอาการปวดข้อ หรือปวดกล้ามเนื้อในระยะเฉียบพลัน อันเป็นอาการที่บ่งบอกว่ามีการอักเสบ หรือบาดเจ็บเฉพาะที่ กรณีนี้ควรงด หรือลดการฝึกลง เพื่อมิให้บาดเจ็บซ้ำเติม
3. ภาวะความดันเลือดสูงที่ยังควบคุมไม่ได้
4. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายในระยะเฉียบพลัน
