สีในงานตกแต่งภายใน

  • Tab 1
  • Tab 2

น้ำหนักของสี SHADE : ค่าของสี Value

ก่อนอื่นใด ผมต้องขออนุญาตท่านผู้อ่านทุกท่านก่อนว่า เนื้อ หาสาระต่าง ๆ ที่เป็นตัวอักษรเหล่านี้ เป็นความรู้สึกที่ได้มาจาก การศึกษาเล่าเรียนจากครูบาอาจารย์ สมัยเมื่อเรียนชั้นประถม ส่วนหนึ่ง สมัยเมื่อเรียนมัธยมส่วนหนึ่ง และจากมหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่ง จากการศึกษาค้นคว้าจากตำราทฤษฎีต่าง ๆ ทั้งใน ประเทศและต่างประเทศ และจากการได้ปฏิบัติในงานอาชีพ จริงส่วนหนึ่งประกอบกันเข้าทั้งหมด ในส่วนที่ถูกต้องดีงามและ เป็นประโยชน์ ผมขอมอบแด่คุณครูศิลปะทุกท่าน ในส่วนผิด พลาดบกพร่องด้วยความไม่รู้ ผมขอเป็นผู้รับแต่เพียงผู้เดียว และ จะเป็นพระคุณอย่างสูงสุดถ้าข้อผิดพลาดที่มีจะมีการทักท้วง บอกกล่าวถึงสิ่งที่ถูกต้อง เพื่อประโยชน์ในส่วนรวมต่อไป และขอ ขอบพระคุณโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือท่าน ผศ.ปัญญา ดีพึ่งตน ที่ ให้แรงบันดาลใจและโอกาสสำหรับงานบทความชุดนี้

Value V หมายถึง : ตีค่า , ตีราคา , ประเมิณคุณค่า , ยกย่อง N หมายถึง : ค่า , ราคาประเมิณ , กำลังซื้อ , ค่านิยม , ประโยชน์ , ความหมาย

ในแง่ของสี หมายถึงค่าของสีใด ๆ ที่มีความเข้มหรือ อ่อนไปจากแก่สุดเข้มสุดไปยังอ่อนสุดหรือสว่างสุด ถ้าเรารู้จักสังเกตวัตถุ หรือ เครื่องเรือน ของประดับตกแต่งใดๆ ภายในบ้านเรือน ร้านค้า สถานที่ทำงานของเราที่เป็นสี เราจะ เห็นว่ามีสีอ่อน สีกลาง ๆ สีเข้ม รวม ๆ กันอยู่ เช่น อาจจะมีหมอนสี เหลืองอ่อน ชมพูอ่อน ฟ้าอ่อน สีเขียว สีน้ำเงิน น้ำตาลของโซฟา ฯลฯ สีเหลืองหรือชมพูหรือสีเนื้อ จะมีน้ำหนักหรือค่าความเข้ม อ่อน กว่าสีเขียว แม้เมื่อเป็นสีเหลืองจากหลอดหรือขวด กระป๋องสีโดย ตรง ในขณะที่สีน้ำเงินหรือน้ำตาลจะมีน้ำหนักหรือค่าของสีเข้ม กว่า เราจะเห็นสิ่งเหล่านี้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ถ้าเราแปลงเป็น ภาพ ขาว - ดำ ( BLACK AND WHITE ) สิ่งที่เป็นสีจะปรากฏเป็น น้ำหนัก ขาว เทา ดำ อย่างชัดเจน อย่างถูกต้องที่สุด บางครั้ง ผู้ออกแบบ นักออกแบบในสาขาตกแต่งภายในที่เชี่ยว ชาญจะใช้งาน ขาว - ดำ นี้เป็นตัวเริ่มต้นที่จะเลือกหรือกำหนดสี จริงให้กับ FURNITURE หรือโครงสีต่าง ๆ ภายในห้อง เพราะสีน้ำ- เงินเข้มจะเป็นสีเทาเกือบดำในภาพ ขาว - ดำหรือสีฟ้าอ่อน (น้ำเงิน อ่อนเกือบขาว) จะเป็นสีเทาอ่อนเกือบขาวเช่นเดียวกัน ถ้าเรากำหนดให้สีใดสีหนึ่งมีความเข้มอย่างที่สุด ยกตัวอย่าง ด้วยสีน้ำเงินถ้าผสมด้วยสีดำจะเป็นสีมิดไนท์บลู ซึ่งในทางทฤษฎี สีเรากำหนดว่าสีที่เข้มมากๆสีที่มีค่าของสีต่ำ โดยในทางกลับกัน สีน้ำเงินที่เจือขาวจนเกือบขาวจะเป็นสีที่มีค่าของสีสูง

ค่าของสี น้ำหนักของสี คือ Value และ SHADE ซึ่งมีความหมายเสมอกันเพียงแต่เรามักจะเรียกว่า ค่าของสี ( VALUR OF COLORS ) มากกว่าคำว่า น้ำหนักของสี ( SHADE OF COLORS ) อย่างไรก็ตาม คำว่าค่าของสี ในความรู้สึกจะเป็นเรื่อง นามธรรม แต่ เราสามารถจัดการด้วยวิธีง่าย ๆ ให้เป็น รูปธรรม ได้ดังนี้

รูปที่ 1 การไล่น้ำหนักของดินสอดำจากอ่อนไปหาแก่ ( ซ้ายไปขวา )

รูปที่ 2 เป็นรูปเปรียบเทียบการไล่น้ำหนักของสีน้ำเงิน จากอ่อนไปแก่ ( ซ้ายไปขวา )

รูปที่ 3 เป็นรูปของงานตกแต่งภายในที่ใช้น้ำหนักของ สีมาใช้งาน ในด้านการตกแต่งภายในกับค่าของสีหรือน้ำ หนักของสี จะมีผลกับการมองและระยะ เช่น ถ้าเราทาสีราง รถไฟด้วยสีน้ำเงินเข้มในระยะไกลออกไป สีที่เราเห็นจะ อ่อนลงกว่า ส่วนที่อยู่ใกล้สายตาหรือโซฟาสีน้ำเงินที่ใกล้ เราจะมีสีน้ำเงินปกติ แต่เมื่อนำไปวางห่องออกไป 100 เมตร สีของโซฟาตัวเดียวกันจะอ่อนลงแต่ในห้องที่มีขนาด ไม่ใหญ่นักในชีวิตประจำวันเรา เช่น บ้าน สำนักงาน ดู เหมือนค่าของสีมิใช่ขึ้นอยู่กับระยะไกล - ใกล้ เพียงอย่าง เดียว การให้ความสว่างของแสงไฟต่างหากเป็นตัวกำหนด ความอ่อน แก่ของ สีเดียวกันนั้นเราสามารถใช้ประโยชน์ ของค่าของสีได้อย่างมากเช่น ถ้าเราใช้เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ที่เคลื่อนย้ายได้เป็นน้ำหนักกลางถึงเข้มสีใดสีหนึ่ง ในส่วน ของฉากหลังซึ่งเป็นพื้นที่ของผนังประตู หน้าต่าง พื้น เพดาน เราสามารถใช้น้ำหนักอ่อนมาไล่เช่น ผนังสีฟ้าอ่อนเกือบ ขาว ม่านฟ้าอ่อนแต่เข้มกว่าผนัง ในขณะที่เพดานสีเกือบ ขาว ( อ่อนกว่าผนัง ) ในส่วนที่เป็นตู้ติดตายที่มีความสูงเกือบ เต็มหรือเต็มผนัง ถ้าเราไม่ต้องการให้สิ่งเหล่านี้มารบกวน ประธานของห้อง คือ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์สีเข้มนั้น เราต้องให้ สีที่กลมกลืนกับผนัง แต่เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่ายเราอาจ ทำให้น้ำหนักสีของตู้นั้น ๆ อ่อน - แก่ กว่าผนังก็ได้ โดยประ- สบการณ์ แล้วการใช้สีเข้มน่าจะมีสัดส่วนประมาณ 10 - 20 % กับ สีอ่อน

ความเข้มสี INTENSITY INTENSITY : เป็นนาม ( N ) = ความเข้มข้น ความหนาแน่น ความแรงกล้า ความรุนแรง จิตรกร จะรู้จักคำว่า INTENSITY ดีในงานจิตรกรรม หมายถึง สีที่มีความเข้มข้น ใช้ระบายโดยบีบจากหลอดสีโดยไม่เจือจางหรือ ผสมสีใด ๆ คุณสมบัติของสีเหล่านี้จะคงความสดใสเข้มข้นเสมอ เช่น สีส้ม สีเหลือง สีแดง จากหลอดสีโดยตรง เป็นต้น ในทางอื่นหรือศิลปะแขนงอื่น เช่น งานออกแบบตกแต่ง ภายใน (INTERIOR DESIGN) นั้นผู้ออกแบบ (DESIGNER) ใน ที่นี้คือผู้ออกแบบได้ดังนี้

ตกแต่งภายใน (INTERIOR DESIGNER) เพราะถ้า DESIGNER เฉย ๆ อาจหมายความถึง DESIGNER ในสาขาใด ๆ ก็ได้เช่น FASHION DESIGNER = ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกาย หรือ GRAPHIC DESIGNER = ผู้ออกแบบงานศิลปะเกี่ยวกับการวาด รูปโดยใช้เครื่องมือ

ขอกลับมาเรื่อง INTENSITY ในงานตกแต่งภายในกันบ้าง สีที่มีคุณสมบัติความเข้มในตัวเองหมายถึงสีสด ๆต่าง ๆ ไม่จำกัด ว่าจะเป็นวรรณะร้อนหรือเย็น เพราะวัตถุดิบหรือเคมีต้นทางใน การผสมหรือผลิตสีที่ใช้พ่น เคลือบ ทา ย้อม เหล่านี้ ในปัจจุบัน มีความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ซึ่งหากท่านใดสนใจในราย ละเอียดที่มากไปกว่านี้ ผมขอเรียนให้ท่านค้นคว้าจากข้อมูล เรื่องสีในประเภทต่าง ๆ เช่น ถ้าเป็นสีทาบ้าน เช่น สีน้ำ หรือสี พลาสติก หรืออะคริลิค แล้วแต่จะกำหนดกัน หรือสีน้ำมัน ฯลฯ บริษัทผู้ผลิตสีในเชิงอุตสาหกรรมรายใหญ่ ๆ ทั้งหลาย มีหลาย ยี่ห้อครับ ลองเข้าไปค้นหาในอินเตอร์เน็ตก็ได้ครับ หรือใน คอลัมน์ของท่าน ผศ.ปัญญา ดีพึ่งตน ที่เป็นบทความลงในสยาม รัฐนี้ก็ได้ครับ สีต่าง ๆ ที่เราใช้เมื่อใดที่เราใช้สด ๆ จากกระป๋อง จากแกลอนอะไรก็ตามแต่ ต้องไม่เป็นที่ถูกเจือจางด้วยสีอื่น ใด เช่น ขาว ดำ น้ำตาล น้ำเงิน อันจะทำให้สีเหล่านั้นเสียความ สดใสเข้มข้นไป เราก็จะได้สีสดสำหรับเน้น หรือในบริเวณที่เรา ต้องการชี้เฉพาะเจาะจง ให้เป็นสีสดเช่นภายในห้อง ๆ หนึ่ง มีผนัง 4 ด้าน มีผนังเป็นประธาน 1 ด้าน และเราต้องการ เน้นให้ผนังด้านประธานมีสีที่สดใส เพื่อเรียกความสน ใจหรือแก้ความน่าเบื่อของสีในผนังด้านอื่น ๆ ที่เหลือ 3 ด้าน สีสดจะเป็นสีที่มีพลังกระตุ้นมีความเข้ม สดใส ในตัว มันเองได้ดี

โดยอาชีพแล้วมัณฑนากร (ผู้ออกแบบตกแต่งภายใน) ทุกท่านล้วนเคยมีประสบการณ์กับการใช้สีสด ๆ ให้เป็น ประโยชน์มาบ้างแล้ว เช่น ในงานรูปแบบสมัยใหม่ ( MODERN STYLE ) ที่จะมีเฟอร์นิเจอร์ สีสันสดใสให้ เลือกใช้มากมาย เพราะสีสดของเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้จะเด่น ชัดกว่าสิ่งอื่น ๆ โดยที่สีของสิ่งอื่น ๆเครื่องเรือนอื่น ๆอยู่ในสี ที่เป็นกลางด้วยการดึงสีของสีตรงข้ามมาผสมเข้าไปเพื่อให้ สีที่เราไม่ต้องการเน้นหม่นลงเพื่อให้สีประธาน วัตถุประธาน เด่นชัดสมดังเจตนารมณ์ผู้ใช้งาน สัดส่วนของสีที่เป็นสีเข้ม ( INTENSITY ) ต้องใช้ใน สัดส่วนร้อยละ 10 ของโครงสีรวม ๆ ที่เป็นสีหม่นที่ถูกลด ด้วยสีตรงข้าม ดังนี้ สีเข้ม INTENSITY 10 % : สีหม่น 90 % ในทางปฏิบัติแล้วสีต่าง ๆ ที่มีในงานตกแต่งภายในต่อ 1 ห้องหรือ 1 ส่วน นั้นเป็นสีที่เกิดจากวัสดุที่มีข้อจำกัดเรื่องสีที่ไม่ สามารถเป็นได้ทุกสีเหมือนกับงานจิตรกรรมของจิตรกร ซึ่ง ต้องระมัดระวังในเรื่องการใช้สี หรือวัสดุมีสีใด ๆ กับแสงไฟ ภายในที่เป็นแสงเทียมกับแสงธรรมชาติ บ่อยครั้งที่เราเลือกใช้สีขาวซึ่งดูเป็นสีขาวจริง ๆ ภายใต้แสง อาทิตย์ปกติของวัน แต่เมื่อเป็นกลางคืนหรือเปิดไฟแสงไฟฟ้า จะมีอิทธิพลอย่างมากโดยเฉพาะหลอดไฟที่ให้ไฟแสงสีออกส้ม เช่น ฮาโลเจน หรือหลอดไส้ทั่วไป แสงสีขาวตอนกลางวันกับ งานตกแต่งด้วยสีขาวจะกลายเป็นสีส้มอมเหลืองอ่อน ๆ ไปทั้ง หมดและยิ่งแย่เข้าไปใหญ่หากเป็นสีม่วงในผ้าบุม่าน หรือภาพ เขียนประดับผนังต่างๆ ในทางกลับกัน แสงไฟประเภทนี้ถ้า ใช้กับสีสดโดยเฉพาะสีในกลุ่มสีร้อนจะให้ผลเป็นบวก ( + ) มาก เราสามารถใช้ไฟส่องเฉพาะจุดเน้น และสร้างให้เกิดสี เข้มในบริเวณที่เราต้องการได้ โดยเฉพาะยามค่ำคืนที่แสง ไฟทำหน้าที่ได้สมบูรณ์ และต้องไม่ลืมสัดส่วนของความเข้ม สีที่ 10 % ของสีรวมภายในพื้นที่หรือห้องนั้น คงจะไม่มีอะไรอธิบายได้ดีกว่าภาพของงานตกแต่งภายใน ต่อไปนี้ที่จะบอกเล่าถึงความเป็น INTENSITY อย่างไร และ ท่านสามารถทำได้เช่นเดียวกับมืออาชีพเหมือนกัน

สีเอกรงค์ MONOCHROME สีเอกรงค์ หมายถึง สีที่แสดงความเด่นชัดรวม ๆ ออกมา เป็นสีเดียว หลักการคือ สีสดที่เป็นประธานและส่วนรอง ต้อง ลดความสดลงและ"ต้องนำสีสดที่เป็นหลักผสมลงไปด้วยทุกๆ ส่วนที่เป็นส่วนรอง" ตัวอย่างเช่น สีฟ้าสดเป็นสีหลัก สีรองอื่นๆ อาจถูกลดลงด้วยสีดำ เช่นสีฟ้าอมดำ เทาดำ ฟ้าเทาอ่อน หรือ น้ำเงิน ดำ ฟ้าดำ น้ำเงินเทา เป็นส่วนประกอบโดยรอบและ สีเอกรงค์ จะไม่มีสีตรงข้ามอยู่ในโครงสีเลย

ในทางการตกแต่งภายในสีเอกรงค์ดูเหมือนจะใช้ใน งานสำนักงานหรือร้านค้ามากว่า เช่นร้านเสื้อผ้า สำนักงาน ทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสีเพียง 1 - 2 สี หรืออย่าง มากก็ไม่เกิน 3 สี โครงสีส่วนใหญ่จะเป็นขาว ครีม เทา เพราะโครงสีเหล่านี้ไม่รบกวนสินค้าที่ต้องการจะขาย ส่วน สำนักงานโครงสีจะออกเทา เพราะสีเทาจะให้ความรู้สึกสงบ กว่าและมีสมาธิกว่า