สมอง Brain
  • Tab 1
  • Tab 2
  • อ้างอิง

สารเคมีในสมองที่ว่านี้ที่จริงต้องเรียกว่า "สารสื่อนำประสาท" ซึ่งมาจากคำว่า "neurotransmitter substances" สารพวกนี้เป็น สารเคมีที่เซลล์ประสาทสร้างขึ้นมา เพื่อใช้ในการส่งกระแสประสาท จากเชลล์ประสาทตัวหนึ่ง ไปยังอีกตัวหนึ่ง กล่าวคือ เมื่อเชลล์ประสาท ต้นทางถูกกระตุ้น กระแสประสาท ที่เกิดขึ้นที่ ตัวเชลล์จะไหล ไปตามเส้นประสาท ในลักษณะคล้ายๆ กระแสไฟฟ้า ไหลไปตามสายไฟฟ้า เมื่อกระแสประสาทไปถึงปลายเส้นประสาท กระแสประสาท จะกระตุ้นให้ปลายประสาทหลั่งสารสื่อนำประสาทออกมา สารสื่อนำประสาทที่ออกมา จะออกฤทธิ์ กับเซลล์ประสาทปลายทาง โดยมันจะไปจับและกระตุ้นตัวรับ (receptor) ซึ่งอยู่บนผิวของเชลล์ประสาทตัวปลายทาง ทำให้เกิดกระแส ประสาทบนเชลล์ประสาทปลายทางตัวนั้น ส่งต่อๆไป แต่ก็ยังมีสารสื่อนำประสาทบางชนิด เช่น กาบ้า (GABA) ที่เมื่อจับ และกระตุ้นตัวรับแล้ว จะทำให้เชลล์ประสาทปลายทาง ทำงานน้อยลงทำให้กระแสประสาทหยุดลงแค่นั้น การที่สารสื่อนำประสาทที่ถูกหลั่งออกมาสามารถกระตุ้น หรือยับยั้งการทำงานของเชลล์ประสาทปลายทางได้นั้น ร่างกายจะต้องมี ระบบควบคุม ไม่ให้มันทำงานมากเกินไปโดย

1. มีตัวรับไว้ที่ปลายประสาทของเส้นประสาท ที่มาจากเชลล์ประสาทต้นทาง เพื่อคอยตรวจสอบว่า มีสารสื่อนำประสาทออกมา มาก พอหรือยัง ถ้ามีสารสื่อนำประสาทออกมามากสารสื่อนำประสาท จะยับยั้งการทำงานของเชลล์ประสาทต้นทาง ผ่านทางตัวรับนี้ ให้หยุดส่งกระแสประสาทได้แล้ว

2. มีระบบดูดกลับเพื่อคอยเก็บสารสื่อนำประสาทที่ถูกปล่อยออกมา แล้วกลับเข้าคืน ไปเก็บไว้ในปลายประสาทของ เชลล์ประสาท ต้นทาง ทำให้สารสื่อนำประสาทหยุดการกระตุ้นเชลล์ประสาทปลายทาง และยังสามารถ เก็บสารสื่อนำประสาท ที่ยังดีๆเหล่านี้ไว้ใช้คราวต่อไปได้อีก

3. มีเอนไซมส์ที่จะคอยย่อยสลายสารสื่อนำประสาทเหล่านี้ไว้คอยเก็บกวาดทำลายสารสื่อนำประสาทที่ยังหลงเหลืออยู่

สารสื่อนำประสาทกับฮอร์โมนเหมือนกันหรือไม่ ?

ไม่เหมือนกันครับ ฮอร์โมนเป็นสารเคมีที่สร้างโดยต่อมที่ไม่มีท่อ (เราก็เลยเรียกว่า "ต่อมไร้ท่อ") เช่น ต่อมไธรอยด์ ต่อมหมวกไต ต่อมใต้สมอง เมื่อมันไม่มีท่อฮอร์โมนที่ถูกสร้างขึ้นมาก็จะออกจากต่อม โดยถูกกระแสเลือด ที่มาเลี้ยงต่อมนี้ พาออกไปและกระจายไปทั่วร่างกาย ฮอร์โมนจะออกฤทธิ์กับอวัยวะที่มีตัวรับที่จำเพาะกับฮอร์โมนนั้นๆ ดังนั้น ฮอร์โมน จะถูกสร้างจากต่อมๆ หนึ่งแล้วกระจายไปทางกระแสเลือดไปทั่วร่างกาย ไปออกฤทธิ์กับอวัยวะใดก็ได้ อยู่ห่างจาก ต้นตอแค่ไหนก็ได้ ขอให้อวัยวะนั้นมีตัวรับเป็นใช้ได้ แต่สารสื่อนำประสาท จะออกฤทธิ์กับเชลประสาทตรงรอยต่อ ที่ปลายประสาท ต้นทาง มาแตะกับเชลประสาทปลายทางเท่านั้น

แล้วสารสื่อนำประสาทที่ว่านี่มีกี่ชนิด ?
มีหลายชนิดมากครับแต่ตัวที่เกี่ยวข้องกับโรคทางจิตเวชมีอยู่ไม่กี่ตัวครับ ได้แก่ ซีโรโทนิน (serotonin) เกี่ยวข้องกับ โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร์ โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคแพนิค โรคปวดศีรษะ
นอร์เอปิเนฟริน (norepinephrine) เกี่ยวข้องกับ โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร ์ โรคแพนิค
โดปามีน (dopamine) เกี่ยวข้องกับ โรคจิตเภท โรคจิตชนิดอื่นๆและยาเสพติด
กาบ้า (GABA; gammabutyric acid) เกี่ยวข้องกับโรควิตกกังวลและแอลกอฮอล์
อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine) เป็นสารเคมีที่มีหน้าที่เกี่ยวกับความจำ เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์ส
เอนดอร์ฟิน (Endorphins) เป็นสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึก ผ่อนคลายหายเจ็บปวด การทำงานของเอนดอร์ฟินที่เกิดขึ้นในสมอง จะคล้าย ๆ การทำงานของสารหรือยามอร์ฟีน (Morphine) ที่ใช้ในทางการแพทย์ ในคนไข้ที่ได้รับความเจ็บปวดมาก ๆ เมื่อฉีดมอร์ฟีนเข้าไปจะทำให้ความเจ็บปวดลดลง เกิดอาการผ่อนคลาย สารเอนดอร์ฟินในสมองก็มีการทำงานแบบนี้เช่นกัน
เมลาโทนิน (Melatonins) สารนี้จะทำให้คนเราหลับสบาย จึงมีการนำสาร เมลาโทนิน มาช่วยทำให้นอนหลับ โดยเฉพาะคนที่เกิดอาการเจ็ตแล็ก (jet lag) หรืออาการนอนไม่หลับเมื่อเดินทางโดยเครื่องบินและมีการเปลี่ยนเวลา จากซีกโลกหนึ่งไปอีกซีกโลกหนึ่ง
เซโรโตนิน (Serotonins) ถ้าสมองมีสารนี้ในระดับที่พอเหมาะ จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด มองโลกในแง่ดี ถ้าหากมีระดับสารเซโรโตนินต่ำ ก็จะทำให้เกิดอารมณ์ซึมเศร้า โรคซึมเศร้า โรคไบโพล่าร์ โรคย้ำคิดย้ำทำ โรคแพนิค โรคปวดศีรษะ
ซับสแทนซ์พี (Substance P) เป็นสารเคมีที่ทำให้เรารู้สึก เจ็บปวด สารตัวนี้จะเป็นตัวสื่อความเจ็บปวด และยาเช่น มอร์ฟีน หรือ สารเอนดอร์ฟิน สามารถลดการทำงานของซับสแทนซ์พี ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดน้อยลง

แล้วทำไมอยู่ๆสารสื่อนำประสาทถึงได้เสียสมดุลย์ ?

ไม่ทราบครับ ! อ้าว...ทำไมไม่ทราบล่ะ...ก็เพราะว่านักวิทยาศาสตร์เขาก็ยังไม่รู้แน่ว่า ทำไมอยู่ๆถึงได้เป็นอย่างนั้น เพราะข้อมูลยังขาดอีกมากและการศึกษาในเรื่องนี้ก็ทำได้ยาก แต่ก็มีสมมติฐานอยู่หลายอย่าง เช่น พันธุกรรม ความเครียด ยาหรือสารเสพติดบางอย่าง การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย การเปลี่ยนแปลง ของความยาว ของกลางวัน กลางคืนในฤดูกาลต่างๆ ฯลฯ

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสารสื่อนำประสาทในสมองของเราเสียสมดุลย์หรือยัง ?

ข้อมูลต่างๆที่เราเอามาอธิบายกันเป็นตุเป็นตะนั้น ได้มาจากการศึกษาในผู้ป่วยทางจิตเวช ผู้ศึกษาจะเลือก ผู้ป่วยที่มีอาการ คล้ายๆ กันมาศึกษาด้วยกัน วิธีการก็มีหลายๆแบบตั้งแต่ศึกษาจาก ผลของการใช้ยา ที่ออกฤทธิ์ต่อ สารสื่อนำประสาท ชนิดต่างๆ ตรวจหาสารที่เกิดจาก การสลายตัวของสารสื่อนำประสาทนั้นๆในปัสสาวะ ไปจนถึง การใช้สารกัมมันตรังสี ติดไปกับ สารที่จะนำไปสร้างเป็นสารสื่อนำประสาทนั้น หรือติดกับ สารที่จะไปจับกับ ตัวรับของสารสื่อนำประสาท แล้วสแกนสมองด้วยเครื่องมือพิเศษ เช่น PET scan ซึ่งแพงมาก (ประเทศอังกฤษซื้อ PET scan เครื่องที่ 3 เมื่อปี 1993 ในราคาประมาณ 10 ล้านปอนด์ หรือ 400 ล้านบาทตามอัตราแลกเปลี่ยนช่วงนั้น) แล้วพยายามหาคำอธิบาย ที่สามารถอธิบายผล การศึกษาต่างๆให้ได้สมเหตุผลมากที่สุด ทำให้เมื่อพบ ผู้ป่วยที่มีอาการ ที่เข้าได้กับที่มี การศึกษาไว้เราก็สามารถตั้งสมมุติฐานได้ว่า ผู้ป่วยรายนั้นน่าจะมีสารสื่อนำประสาทเสียสมดุลย์แบบใด เช่น ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้า กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ร้องห่มร้องไห้ วันๆคิดแต่จะฆ่าตัวตาย แบบนี้แสดงว่า ในสมองน่าจะขาดซีโรโทนิน และ นอร์เอปิเนฟริน หรือ เมื่อเจอผู้ป่วยที่บอกว่า ตนมาจากราชธานีใหม่ในอนาคต ห่างจากพศ.นี้ไปอีก 200 กว่าปี แบบนี้ในสมองของเขาน่าจะมีโดปามีนทำงานอยู่มากเกินไป เป็นต้น ดังนั้นในการตรวจรักษากันจริงๆ เราไม่มีการส่งผู้ป่วยไปตรวจดูสารสื่อนำประสาทอย่างใน เรื่องของฮอร์โมน แต่เราจะนำความรู้ที่ได้จากการวิจัยนี้มาใช้เลือกยาที่จะรักษา

แล้วจะทำอย่างไรให้มันหายเสียสมดุลย์ ?
การให้การรักษาด้วยยาจิตเวชเป็นการเข้าไปจัดการกับสารสื่อนำประสาทในสมอง เพราะยาทางจิตเวช ทุกชนิดออกฤทธิ์ กับ สารสื่อนำประสาทเช่น ยาแก้โรคจิต หวาดระแวง หูแว่ว จะยับยั้งการทำงานของโดปามีน ยาแก้โรคซึมเศร้า จะเพิ่ม สารซีโรโทนิน และ/หรือ นอร์เอปิเนฟริน ยาคลายกังวลและ ยานอนหลับจะเสริมฤทธิ์ของกาบ้า เป็นต้น ยาเหล่านี้ ทำให้อาการทางจิตเวชดีขึ้นและเราก็เชื่อว่าอาการที่ดีขึ้น เกิดจาก การที่ สารสื่อนำประสาท ในสมอง ถูกปรับให้เข้าที่ เข้าทางนั่นเอง

โรคซึมเศร้า

มีการประเมินว่าในระยะเวลา 1 ปีจะมีประชาชนร้อยละ 9 จะเป็นโรคนี้ ทำให้สูญเสียทางเศรษฐกิจประเมินมากมาย แต่สูญเสียคุณภาพชีวิตรวมทั้งความทุกข์ที่เกิดกับผู้ป่วยจะประเมินมิได้ โรคซึมเศร้าจะทำให้การดำรงชีวิตเปลี่ยนแปลง และเกิดความเจ็บปวดทั้งผู้ป่วยและผู้ดูแล บางครั้งอาจจะทำให้ครอบครัวแตกแยก

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้าและไม่ได้รับการรักษา ทั้งที่ปัจจุบันมียาและวิธีการรักษาที่ได้ผลดี บทความนี้จะเป็นแนวทางใน การวินิจฉัยหากพบว่า คนที่รู้จักมีอาการเหมือนกับ โรคซึมเศร้ารีบแนะนำ ให้เขาไปพบจิตแพทย์

โรคซึมเศร้าคืออะไร

โรคซึมเศร้าเป็นการป่วยทั้งร่างกาย จิตใจและความคิด ซึ่งผลของโรคกระทบต่อชีวิตประจำวันเช่นการรับประทานอาหาร การหลับนอน ความรับรู้ตัวเอง ผู้ป่วยไม่สามารถประสานความคิด ความรู้สึกของตัวเพื่อแก้ปัญหา หากไม่รักษาอาการ อาจจะอยู่เป็นเดือน

โรคซึมเศร้ามีกี่ชนิด

1. Major depression ผู้ป่วยจะมีอาการ(ดังอาการข้างล่าง)ซึ่งจะรบกวนการทำงาน การรับประทานอาหาร การนอน การเรียน การทำงาน และอารมสุนทรีย์ อาการดังกล่าวจะเกิดเป็นครั้งๆแล้วหายไปแต่สามารถเกิดได้บ่อยๆ
2. dysthymia เป็นภาวะที่รุนแรงและเป็นเรื้อรังซึ่งจะทำให้คนสูญเสียความสามารถในการทำงานและความรู้สึกที่ดี
3. bipolar disorder หรือที่เรียกว่า manic-depressive illness ผู้ป่วยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ซึ่งบางคน อาจจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่วนมากจะค่อยเป็นค่อยไป เวลาซึมเศร้าจะมีอาการมากบ้างน้อยบ้าง แต่เมื่อเปลี่ยนเป็น ช่วงอารมณ์ mania ผู้ป่วยจะพูดมาก กระฉับกระเฉง มากเกินกว่าเหตุ มีพลังงานเหลือเฟือ ในช่วง mania จะมีผลกระทบต่อความคิด การตัดสินใจและพฤติกรรม ผู้ป่วยอาจจะหลงผิด หากไม่รักษาภาวะนี้อาจจะกลายเป็นโรคจิต

Content 3