อารมณ์ขัน

  • Tab 1
  • Tab 2
  • Tab 3
  • Tab 4
  • Tab 5
  • Tab 6
  • Tab 7

อารมณ์ขันทำให้โลกสดชื่น น่ารื่นรมย์ บุคคลที่มีอารมณ์ขันจะมีเสน่ห์และสามารถ สร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น สนุกสนาน เป็นกันเอง โดยเฉพาะในภาวะปัจจุบัน สังคมส่วนใหญ่ตกอยู่ในภาวะเคร่งเครียด เอาจริงเอาจังอย่างมาก การมีอารมณ์ขันจึงกลับมา มีบทบาทสำคัญ และจำเป็นมากยิ่งขึ้น เพื่อชดเชยกับปัญหาดังกล่าว

ในพจนานุกรมภาษาไทย ให้ความหมายของคำว่า อารมณ์ขัน ว่าหมายถึง ลักษณะนิสัยที่มักเห็นเรื่องต่างๆเป็นเรื่องชวนขัน ( น. ) : อาการที่เปล่งเสียงออกมาเมื่อรู้สึกขบขันหรือมีความรื่นเริง ( ก. ) โบราณใช้ว่า หัววเราะ หรือ หัววร่อ ปัจจุบันมักใช้ว่า หัวเราะ
สำหรับพจนานุกรมอังกฤษเป็นไทย ของ สอ เสถบุตร มีความหมายที่เกี่ยวกับ อารมณ์ขันอยู่หลายคำ อาทิ Fun ( n. ) Funny ( a ) สิ่งขบขัน เรื่องขบขัน ความขบขัน สนุกสนาน น่าขัน ขี้ตลก พิลึก พิกล และ Humor Humour n. vt นิสัยชอบความขบขัน ข้อขบขัน อารมณ์ขัน ทำให้อารมณ์ดี ตามใจ

ที่มาของอารมณ์ขันนั้น เมื่อครั้งมนุษย์ยังไม่มีภาษาเขียน มีแต่ภาษาพูด อารมณ์ขันของคนยุคนั้นอาจจะเกิดขึ้นแล้วก็ได้ แต่เมื่อยังไม่มีภาษาเขียนจึงไม่มีการบันทึกให้ลูกหลานได้ค้นคว้า ทว่าถึงไม่มีภาษาเขียนเป็นอักขระ แต่มนุษย์ก็มีภาพ ดังที่ได้เห็นจากภาพเขียนบนผนังถ้ำ ซึ่งเรียกว่า Cave Art ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีอยู่แทบทุกมุมโลก แต่นักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา มักแปลความหมายในภาพเป็นงานวิชาการมากเกินไป ทั้งที่บางภาพอาจบันทึกเรื่องราวที่เป็นเรื่องขบขันก็ได้ ( จุก เบี้ยวสกุล , ๒๕๔๒ ; ๒ )
คนไทยมีอักษรไทยใช้มาตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชแล้ว เรื่องขบขันขวนหัวสมัยนั้นก็คงจะมีแล้ว เพราะคนไทยกับอารมณ์ขัน เป็นของคู่กัน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีคำว่า " ยิ้มสยาม" ที่รู้จักไปทั่วโลก และเรื่องขบขันสมัยนั้นก็คงจะเป็นเพียงการเล่าแบบปากต่อปาก อย่างที่เรียกกันว่า " มุขปาฐะ" จนกระทั้งสิ่งพิมพ์กำเนิดขึ้น อารมณ์ขันทั้งในแบบรูปเขียนและตัวอักษร จึงเริ่มแพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวางและได้รับความนิยม
ดังนั้นในปัจจุบันหากจะพูดถึงรูปแบบหรือลักษณะที่พบของอารมณ์ขันจะมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก แต่อาจจะจำแนกได้เป็น ๓ ประเภทใหญ่ คือ

๑. ในรูปของรูปวาดหรือการ์ตูนตลก
๒. ในรูปของภาษาเขียน
๓. ในรูปผสมทั้งรูปวาด และภาษาเขียน

ทั้ง ๓ รูปแบบนี้จะถูกนำเสนอออกมาตามสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือพิมพ์ วารสาร นิตยสารหรือหนังสือรูปเล่ม เป็นต้น สื่อที่ไม่ใช่สิ่งพิมพ์ เช่น โทรทัศน์ จะนำเสนอในแบบรายการต่าง ๆ โชว์ตลก เป็นต้นซึ่งการนำเสนอความตลกนั้น จะออกมาใน รูปของท่าทาง การใช้น้ำเสียง ภาษาและ ลักษณะของตัวบุคคลได้ชัดเจน วิทยุ นำเสนอในรูปของเสียง เรื่องเล่าต่างๆให้ได้ฟัง เป็นต้น นอกจากสื่อดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันสื่อที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคือ สื่ออิเล็คทรอนิกส์ อารมณ์ขันก็ได้ถูกนำมาใส่ไว้ในรูปแบบของขำขัน ( Jokes ) ทั้งที่เป็นเรื่องให้อ่าน และรูปการ์ตูนให้ชม มีให้เลือกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เป็นการสนองความต้องการ แก่ผู้บริโภค โดยไม่มีข้อจำกัด เรื่องเวลาและสถานที่

โดยทั่วไป ผู้ที่อ่านเรื่องขำขันต่างก็มีจุดมุ่งหมายในการอ่านเพื่อความสนุกสนานจรรโลงใจเพียงอย่างเดียว ไม่ได้คิดถึงที่มา วิธีการผูกแต่ง หรือมุมมองแง่คิด ที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อถึง จริงอยู่เรื่องขำขันอาจเรียกได้ว่าเป็นเรื่องไร้สาระหรือหาสาระไม่ได้ แต่แท้ที่จริงแล้วการเขียนเรื่อง ขำขันนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะการจะสื่อให้ผู้อ่านรู้สึกมีอารมณ์ขันได้ตรงกับ ที่ผู้แต่งต้องการนั้น ต้องอาศัยวิธีการผูกแต่งเรื่องและการเรียบเรียงภาษา หากเรื่องไม่น่าสนใจ หรือเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาซ้ำๆที่เคยทราบมาแล้ว แม้จะใช้ภาษาในการเขียนได้ดีเพียงใด ผู้อ่านคงไม่เกิดอารมณ์ขัน ในทางกลับกัน แม้จะเป็นเรื่องใหม่ แต่ไม่มีความสามารถในเรื่องการใช้ภาษาแล้ว เรื่องขำขันเรื่องนั้น ก็จะเกิดอารมณ์ขันได้เช่นกัน

ที่มา : อารมณ์ขันยุคไฮเท็ค, เกษศิรินทร์ ศรีวราพิพัฒน์กุล,
www.human.cmu.ac.th/home/thai/sompong/res.../res_ketsirin2.doc

ทำไมนักวิทยาศาสตร์จึงเอาจริงเอาจังกับอารมณ์ขัน By โดย ดร. แดน เฟอร์เบอร์

ไส้เดือนสองตัวนั่งอยู่บนโซฟาในงานเลี้ยง ไส้เดือนตัว ผู้ส่งสายตาให้ตัวเมียและเริ่มชวนคุย ไส้เดือนตัวผู้อีกสองตัวซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไปหันมามอง "นายดูคู่นั้นสิ" ไส้เดือนตัวแรกเอ่ย

"วิลเลียมกำลังขยับเข้าไปคุยกับลินดา แต่ฉันสงสัยว่าเขาจะคุยผิดด้าน"

ดร. จอห์น ออลแมน นักประสาทวิทยาจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนีย หัวเราะเบาๆเมื่ออ่านการ์ตูนสามช่องเรื่องนี้ขณะนอนอยู่ในอุโมงค์โลหะของเครื่องตรวจร่างกายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คาร์ลี วัตสัน นักศึกษาลูกศิษย์ ดร. ออลแมนนั่งอยู่หน้าแผงควบคุมในห้องติดกันมีหน้าที่ อ่านผลการทำงานของสมองขณะออลแมนอ่านเรื่องขำขัน นี่คือศูนย์วิจัยอารมณ์ขันแห่งปี 2549

ตลกอะไรกันนักหนา

อารมณ์ขันคือสิ่งสำคัญประการหนึ่งของมนุษย์ แต่กลับมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์น้อยมาก คนส่วนใหญ่มักให้ความสนใจกับหัวข้อใหญ่ๆ เช่น โลกร้อน ดาวเคราะห์น้อยพุ่งชนโลก หรืออันตรายจากไขมันชนิดทรานส์ในคุกกี้ "ไม่มีใครเอาจริงเอาจังกับเรื่องอารมณ์ขันเลย" ดร. เอ็ด ดังเคิลเบลา นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญเรื่องอารมณ์ขันและอดีตประธานสมาคมประยุกต์อารมณ์ขันเพื่อการบำบัด กล่าวติดตลก อย่างไรก็ตาม ออลแมนและนักวิทยาศาสตร์บางคนพยายามบุกเบิกการศึกษาเรื่องความคิดและสมองเพื่อค้นหาที่มาของอารมณ์ขัน

เขาค้นพบว่าจุดกำเนิดของอารมณ์ขันอยู่ลึกในเนื้อสมองสีเทา อารมณ์ขันเป็นประสบการณ์ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของสมองหลายส่วน โดยส่งสัญญาณประสาทผ่านโครงข่ายที่เชื่อมโยงสมองเหล่านี้ไว้ด้วยกัน เราอาจเรียกโครงข่ายสมองนี้ว่า "กล้ามเนื้ออารมณ์ขัน" มุกขำขันชนิดตลกเจ็บตัวใช้กล้ามเนื้อ ที่ว่าไม่กี่ชุด ขณะเรื่องขำขันชนิดซับซ้อน อย่างเช่น หัวเราะคือยาวิเศษ ในสรรสาระ คงต้องพึ่งกล้ามเนื้ออารมณ์ขันมากเป็นพิเศษ

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการ วินิจฉัยด้านประสาทวิทยา (เครื่องตรวจการทำงานภาย ในร่างกายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องเอกซเรย์ตรวจการทำงานภายในสมอง และ ระบบสถิติ) และด้านจิตวิทยา (แบบสอบถาม แบบวิเคราะห์ทางจิตวิทยา และระบบสถิติ) ช่วยให้นักวิจัยเช่นออลแมนเข้าใจกลไกการทำงานของกล้ามเนื้ออารมณ์ขันและประโยชน์ของอารมณ์ขันในการพัฒนาระดับสติปัญญา ข้อมูลจากงานวิจัยระบุว่า อารมณ์ขันช่วยให้จิตใจแจ่มใสและปลอดโปร่ง ตลอดจนช่วยพัฒนาการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์

บริหารกล้ามเนื้ออารมณ์ขัน

มุกตลกแบบหักมุมตอนจบเป็นตัวอย่าง ชัดเจนของอารมณ์ขันที่มีคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์ยืนยัน เราจึงเห็นภาพที่ชัดเจนของกล้ามเนื้ออารมณ์ขันและวิธีทำงาน ตัวอย่างของมุกตลกแบบนี้คือ ทำไมฉลามไม่กล้ากัดทนาย คำตอบคือเพราะมันย่อมไม่กัดพวกเดียวกันเอง

ประโยคปล่อยมุกของตลกแบบหักมุมตอนจบอาจฟังดูเหมือนไม่สมเหตุสมผลและลวงให้ผู้ฟังหลงทาง แต่จะกระตุ้นสมองให้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับภาษา สำนวน และความรู้เชิงสังคมด้านต่างๆ เมื่อเราเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดซึ่งเชื่อมโยงกันด้วยตรรกะที่แปลกไปจากปกติ โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นเรื่องล้อเลียนมนุษย์ เราจะรู้สึกตลกจนต้องหัวเราะ กระบวนการทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีในสมอง

นักประสาทวิทยาตั้งสมมุติฐานว่า กล้ามเนื้ออารมณ์ขันแต่ละส่วนทำหน้าที่จำเพาะกับความคิดแต่ละด้าน การบริหารกล้ามเนื้ออารมณ์ขันจึงช่วยส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ "การเรียนรู้มุกตลกแต่ละเรื่องทำให้สมองของเรามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นและมีการเชื่อมโยงสัญญาณมากขึ้น" นายแพทย์วิลเลียม ฟราย ศาสตราจารย์ด้านจิตเวชศาสตร์จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ผู้บุกเบิกงานวิจัยเรื่องอารมณ์ขันให้คำอธิบาย

ข้อมูลจากการศึกษาผู้ป่วยที่สมองได้รับบาดเจ็บทำให้แพทย์ระบบประสาทตั้งข้อสังเกตว่าสมองส่วนหน้าขวาอาจทำหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ขัน ดร. โดนัลล์ สตัส และ ดร. พราทิบา ชัมมี นักประสาทจิตวิทยาจากโรงพยาบาลและสถาบันวิจัยเบย์เครสต์ในโทรอนโตพยายามพิสูจน์แนวคิดดังกล่าวเมื่อปี 2542 ด้วยการให้ผู้ป่วย 21 รายที่สมองได้รับบาดเจ็บส่วนหน้าขวาและส่วนอื่นๆอ่านเรื่องขบขัน

ปรากฏว่ามีเพียงผู้ป่วยที่สมองด้านหน้าขวาได้รับบาดเจ็บซึ่งไม่เข้าใจมุกตลก แต่ขำตลกเจ็บตัวได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้น กล้ามเนื้ออารมณ์ขันของสมองส่วนนี้จึงมีหน้าที่เกี่ยวกับอารมณ์ขันที่อาศัยความคิด

นักประสาทวิทยาอย่างออลแมนใช้เครื่องตรวจร่างกายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ตรวจสมองของอาสาสมัครสุขภาพดีขณะดูการ์ตูนหรือละครตลกทางโทรทัศน์เพื่อหากล้ามเนื้ออารมณ์ขันส่วนอื่นๆ ผลปรากฏว่ามีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองหลายส่วน แสดงว่าสมองกำลังทำงานอย่างหนักแม้ในขณะหัวเราะกับเรื่องตลก

สมองเป็นอย่างไรขณะหัวเราะ

เครื่องตรวจการทำงานสมองในปัจจุบันทำให้เราเห็นภาพสมองส่วนที่เกี่ยวกับอารมณ์ขัน นักวิทยาศาสตร์ตั้งสมมุติฐานว่า เมื่อได้ยินเรื่องขบขัน ศูนย์ภาษาบนสมองซีกซ้ายจะพิจารณาความสมเหตุสมผลของถ้อยคำแล้วส่งสัญญาณข้ามไปยังสมองซีกขวาด้านหน้าเพื่อค้นหาความจำ อารมณ์ และข้อมูลต่างๆที่เข้ากันได้กับเรื่องขบขันที่เพิ่งได้ยิน เมื่อหาพบแล้ว เนื้อสมองส่วนลึกจะหลั่งสารโดปามีนซึ่งทำให้เรารู้สึกดีเพื่อเป็นการให้รางวัล เราจึงหัวเราะ

ออลแมนกับวัตสันจากสถาบันเทคโนโลยีแคลิฟอร์เนียค้นพบกล้ามเนื้ออารมณ์ขันส่วนใหม่จากการตรวจสมองของออลแมนเองและอาสาสมัครอื่นอีก 19 ราย เขาให้บรรดาอาสาสมัครอ่านการ์ตูนจากหนังสือพิมพ์และกดปุ่มให้คะแนนความตลกของแต่ละเรื่อง ข้อมูลจากการศึกษาทำให้เขาค้นพบเป็นครั้งแรกว่าอารมณ์ขันช่วยให้สมองและสัญชาตญาณของเราเฉียบแหลมขึ้น ออลแมนกับวัตสันพบว่ามีสองบริเวณบนสมองส่วนหน้าที่ทำงานมากขึ้นขณะอ่านการ์ตูน คะแนนความตลกยิ่งมากเท่าใด สมองสองส่วนนี้ก็ยิ่งทำงานมากขึ้น

ขณะเรามีอารมณ์แบบซับซ้อน เช่น รัก โกรธ และหลง สมองสองส่วนนี้ถูกกระตุ้นเพิ่มขึ้นเช่นกัน อารมณ์กับสัญชาตญาณคือ สองปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของมนุษย์ ออลแมนจึงสรุปว่ากล้ามเนื้ออารมณ์ขันสองส่วนนี้เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณของเรา (ซึ่งบางครั้งอาจผิด)

ออลแมนเชื่อว่าอารมณ์ที่ซับซ้อนสามารถกล่อมเกลาสัญชาตญาณของเราให้ตัดสินใจดีขึ้น "ตอนนี้ เราเริ่มเข้าใจกลไกการทำงานของเรื่องนี้มากขึ้น" เขากล่าว

เรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

ตอนนี้ ทุกคนคงเริ่มเข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดนักจิตวิทยาจึงหันมาสนใจด้านเบาๆของชีวิต อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าอารมณ์ขันช่วยให้จำแม่นขึ้น นักโฆษณาน่าจะเป็น กลุ่มแรกที่รู้ถึงประเด็นนี้ เราจึงเห็นภาพแมลงสาบขายประกันชีวิตและสุนัขโฆษณาเบียร์ ดังเคิลเบลากล่าว

แต่เรื่องดังกล่าวมีหลักฐานยืนยันน้อยมาก ในปี 2537 ดร. สตีเฟน ชมิดท์จาก มหาวิทยาลัยมิดเดิลเทนเนสซีสเตททดลองให้นักศึกษาจิตวิทยาจำนวน 38 คนอ่านเรื่องตลกขบขัน ปรากฏว่านักศึกษาจดจำประโยคที่ตลกขบขันแม่นยำกว่าประโยคไม่ตลก

ดร.รอน เบิร์ก นักจิตวิทยาและอาจารย์สอนวิชาสถิติที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ นำความรู้เกี่ยวกับเรื่องตลกและอารมณ์ขันมาประยุกต์ใช้ในห้องเรียน บางภาคการศึกษา เขาปล่อยชายเสื้อ คาบซิการ์ และสวมหมวกเบสบอลเข้าไปสอนในห้องเรียนวิชาสถิติ บางครั้งก็แต่งตัวและพูดจาเลียนแบบนักแสดงในละครโทรทัศน์ นักศึกษาพากันหัวเราะในท่าทางติดตลกของอาจารย์ อารมณ์ขันเหล่านี้ช่วยให้นักศึกษาเข้าใจหลักการด้านสถิติดีขึ้น

เบิร์กตีพิมพ์ผลการศึกษาหลายฉบับที่ยืนยันว่าอารมณ์ขันทำให้การเรียนรู้ของนักศึกษาดีขึ้น แม้แต่ข้อสอบที่แทรกเรื่องตลกก็ช่วยให้นักศึกษาทำข้อสอบได้ดีกว่าข้อสอบแบบปกติทั่วไป

เสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์

อารมณ์ขันช่วยปลดปล่อยสมองให้สนุกไปกับความคิดเรื่องต่างๆและกระตุ้นให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ มีการศึกษาเชิงจิตวิทยาด้วยวิธีทำให้อาสาสมัครหัวเราะและขอให้พวกเขาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ด้วยก้อนอิฐ หลังศึกษาเรื่องนี้มานานหลายปี นักจิตวิทยาก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน กระทั่งปี 2530 ดร. อลิซ ไอเซน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาและการจัดการจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล เสนอวิธีทดสอบความคิดสร้างสรรค์ที่ชัดเจนกว่า โดยขอให้นักศึกษาหาวิธีติดเทียนซึ่งจุดไฟเข้ากับกระดานไม้คอร์ก

ไอเซนนำเทียนไขหนึ่งเล่ม ไม้ขีดหนึ่งกลัก และเข็มหมุดหนึ่งกล่องให้กับนักศึกษา และกำหนดให้พวกเขาหาวิธีนำเทียนไขไปติดบนกระดานโดยไม่ใช้น้ำตาเทียนภายในเวลาสิบนาที กลุ่มที่ไม่มีอารมณ์ขันใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพยายามกดเทียนไขให้แนบติดกับกระดาน "วิธีนี้ไม่มีทางได้ผลเพราะเทียนไขหนาเกินไปและกระดานก็อาจติดไฟ" ไอเซนกล่าว

กลุ่มที่เพิ่งชมภาพยนตร์ตลกทางโทรทัศน์สามารถหาคำตอบที่ถูกต้องและสร้างสรรค์มากกว่ากลุ่มแรกถึงสามเท่า พวกเขาเทเข็มหมุดออกจากกล่อง ใช้เข็มหมุดติดกล่องเปล่าเข้ากับกระดานและวางเทียนไขบนกล่องเปล่า

การศึกษาในปี 2548 ของ ดร. บาร์บารา เฟรดริกสัน นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ได้ผลสรุปคล้ายคลึงกัน เธอทดลองให้อาสาสมัครสองกลุ่มดูวิดีโอเรื่องตลกของนกเพนกวินกับเรื่องธรรมดาที่ไม่ขบขัน ปรากฏว่ากลุ่มแรกมีความคิดสร้างสรรค์กว้างไกลว่า ผลการศึกษาเหล่านี้ทำให้นักจิตวิทยาเชื่อว่าอารมณ์ขันและความรู้สึกเชิงบวกทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และเสริมสร้างประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา

ข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดสรุปได้ว่า ความสนุกสนานจากอารมณ์ขันทำให้เราเข้าใจตนเอง ผู้อื่น ตลอดจนโลกของเราดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้จิตใจแจ่มใสและหลักแหลมขึ้นอีกด้วย จะว่าไปแล้ว คุณเคยได้ยินเรื่องไส้เดือนสองตัวในงานเลี้ยงหรือยัง
- See more at: http://www.readersdigestthailand.co.th/article/2222