- Tab 1
- Tab 2
- Tab 3
- Tab 4
- Tab 5
- Tab 6
ที่มาของ Competency
จุดกําเนิดของ Competency เกิดขึ้นในป ค.ศ. 1970 เมื่อบริษัท McBer ไดรับการติดตอจาก The US
State Department ใหชวยเหลือเกี่ยวกับการคัดเลือก Foreign Service Information Officer (FSIOs) หรือ
เจาหนาที่ที่ทําหนาที่เปน ตัวแทนของประเทศ สหรัฐอเมริกาในประเทศตางๆ ทั่วโลก มีหนาที่เผยแพรวัฒนธรรมและ
เรื่องราวของประเทศสหรัฐอเมริกา ใหกับคนในประเทศเหลานั้น
ซึ่งในขณะนั้นแทบทั้งหมดของเจาหนาที่เหลานี้
“เปนคนผิวขาว”
กอนหนานั้น The US State Department คัดเลือกเจาหนาที่ FSIOs ดวยการใชแบบทดสอบที่เรียกวา
Foreign Service Officer Exam ซึ่งเปนแบบทดสอบที่มุงทดสอบดานทักษะ (Skill) ที่เจาหนาที่ระดับสูง (Senior
Office) ของหนวยงานนี้คิดวาจําเปนสําหรับการปฏิบัติงานในตําแหนงนี้ แตแบบทดสอบดังกลาวนี้มีจุดออนคือ
1. เปนการวัดผลเรื่องวัฒนธรรมของชนชั้นกลางและสูง และยังใชเกณฑที่สูงมากในการวัดผล ทําใหชนกลุมนอยในประเทศ (Minority) หรือคนผิวดํา ไมมีโอกาสที่จะสอบผาน ซึ่งสะทอนใหเห็นวา การ คัดเลือกพนักงาน ของหนวยงานนี้มีลักษณะของ “การเลือกปฏิบัติ”
2. มีการคนพบภายหลังวา คะแนนสอบไมสัมพันธกับผลการปฏิบัติงาน กลาวคือ ผูที่ทําคะแนนสอบไดดี กลับไมไดมีผลการปฏิบัติงาน ที่ดีตามที่องคการคาดหวังเสมอไป
The US State Department จึงไดวาจาง บริษัท McBer ภายใตการนําของ David C. McClelland ใหเขามาชวยแกไขปญหา
ดังกลาวขางตน สิ่งที่ David C. McClelland ไดรับมอบหมายใหทําคือ การหาเครื่องมือชนิดใหมที่ดีกวา และสามารถทํานายผล การปฏิบัติงาน ของเจาหนาที่ FSIOs ไดอยางแมนยําแทนแบบทดสอบเกา ดังนั้น David C. McClelland จึงเริ่มตนดวยกระบวนการดังตอไปนี้
1) ทําการเปรียบเทียบเจาหนาที่ FSIOs ที่มีผลการปฏิบัติงานดี (Superior Performer) กับเจาหนาที่ที่มี ผลการปฏิบัติงานตามเกณฑเฉลี่ย (Average Performer)
2) สรางเทคนิคการประเมินแบบใหมที่เรียกวา Behavioral Event Interview (BEI) ซึ่งเปนเทคนิคที่ใหผูทําแบบทดสอบ ตอบคําถาม เกี่ยวกับความสําเร็จสูงสุด 3 เรื่อง และความลมเหลวสูงสุด 3 เรื่องเพื่อนําไปสูสิ่งที่ David C. McClelland ตองการคนหา คือ ผูที่มีผล การปฏิบัติงานดี (Superior Performer) มีลักษณะพฤติกรรมอยางไร
3) วิเคราะหคะแนนสอบที่ไดจากการทําแบบทดสอบ BEI ของเจาหนาที่ที่มีผลการปฏิบัติงานดี (Superior Performer) และผูที่มีผล การปฏิบัติงาน ตามเกณฑเฉลี่ย (Average Performer) เพื่อคนหาลักษณะของพฤติกรรมที่แตกตางกันของคน 2 กลุมนี้ ซึ่งลักษณะของพฤติกรรม ที่กอใหเกิดผล การปฏิบัติงานที่ดีหรือ Superior Performance นี้ David C. McClelland เรียกวา Competency
David C. McClelland ไดแสดงแนวคิดของเขาในเรื่อง Competency ไวในบทความชื่อ Testing for Competence Rather Than Intelligence วา “IQ (ประกอบดวยความถนัด หรือความเชี่ยวชาญทางวิชาการความรู และความมุงมั่นสูความสําเร็จ) ไมใชตัวชี้วัด ที่ดีของผลงาน และความสําเร็จโดยรวม แต Competency กลับเปนสิ่งที่สามารถคาดหมาย ความสําเร็จ ในงานไดดีกวา” ซึ่ง สะทอน ใหเห็นไดอยางชัดเจนวา “ผูที่ทํางานเกง” มิไดหมายถึง “ผูที่เรียนเกง” แตผูที่ประสบผลสําเร็จใน การทํางาน ตอง เปนผูที่มีความสามารถ ในการประยุกตใชหลักการ หรือวิชาการที่มีอยูในตัวเองนั้น กอใหเกิดประโยชนในงานที่ตนทํา จึงจะ กลาวไดวา บุคคลผูนั้นมี Competency จากจุดกําเนิด Competency ดังกลาวขางตนนี้ ทําใหนักการศึกษาและนักวิชาการหลายสํานักไดนําวิธีการของ McClelland มาเปนแนวทางในการศึกษาเรื่อง Competency ในเวลาตอมา
ความหมายสมรรถนะ (Competency)
David Mc Clelland (1993 อ้างใน สุกัญญา รัศมีธรรมโชติ : 4) สมรรถนะCompetency คือ บุคลิกลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายใน ปัจเจกบุคคล ซึ่งสามารถผลักดันให้ปัจเจกบุคคลนั้นสร้างผล การปฏิบัติงานที่ดีหรือตามเกณฑ์ที่กำหนดในงานที่ตนรับผิดชอบ
Scott Parry (1998 อ้างใน สุกัญญา รัศมีธรรมโชติ : 5) สมรรถนะ คือ
องค์ประกอบ (Cluster) ของความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และทัศนคติ (Attitudes) ของปัจเจกบุคคล ที่มีอิทธิพลอย่างมาก ต่อผลสัมฤทธิ์ของ การทำงานของบุคคลนั้น ๆ เป็นบทบาทหรือ ความรับผิดชอบซึ่งสัมพันธ์กับ ผลงานและสามารถวัดค่าเปรียบเทียบ กับเกณฑ์มาตรฐาน และสามารถพัฒนาได้โดยการฝึกอบรม
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สมรรถนะ คือ กลุ่มของความรู้ความสามารถทักษะ ตลอดจนทัศนคติที่จำเป็น ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล คุณลักษณะของบุคคลที่มีผลต่อพฤติกรรมและผลของการปฏิบัติงาน ซึ่งคุณลักษณะเหล่านี้ ส่วนหนึ่งประกอบขึ้นจากทักษะความรู้ ความสามารถ ทัศนคติ บุคลิกภาพ ค่านิยมของบุคคล หรือพฤติกรรม ของผู้ที่มีผล การปฏิบัติงานยอดเยี่ยมในงานหนึ่ง ๆ
Hay Group. สมรรถนะ คือ ชุดของแบบแผนพฤติกรรมความสามารถ (และ คุณลักษณะ) ที่ผู้ปฏิบัติงานควรมีใน การปฏิบัติหน้าที่ ให้ประสบผลสำเร็จ สำหรับนำมาใช้ใน การบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารงานและการพัฒนาองค์การ เพื่อให้สมาชิกขององค์กร ได้พัฒนาตนเอง เพื่อให้ปฏิบัติงานในปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพตามที่องค์กรต้องการ
Richard Boyatzis (1982 อ้างใน ดนัด เทียนพุฒ : 56-57) สมรรถนะ คือ กลุ่มของความสามารถที่มีอยู่ในตัวบุคคลซึ่ง กำหนดพฤติกรรม ของบุคคลเพื่อให้บรรลุถึง ความต้องการของงาน ภายใต้ปัจจัยสภาพแวดล้อมขององค์กร และทำให้บุคคล มุ่งมั่นไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ
วัฒนา พัฒนพงศ์ (2546 : 33) สมรรถนะ คือ ระดับของความสามารถในการปรับใช้กระบวนทัศน์ (Paradigm) ทัศนคติ พฤติกรรม ความรู้ และทักษะเพื่อการปฏิบัติงานให้เกิดคุณภาพ ประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลในองค์กร
ณรงค์วิทย์ แสงทอง (2546 : 27) สมรรถนะ คือ ความสามารถหรือสมรรถนะของผู้ดำรงตำแหน่งงานที่งานนั้น ๆ ต้องการ คำว่า Competency นี้ไม่ได้หมายถึงเฉพาะพฤติกรรมแต่ละมองลึกไปถึงความเชื่อทัศนคติ อุปนิสัยส่วนลึกของตนด้วย
ขจรศักดิ์ หาญณรงค์ (2544 อ้างในพงษ์ศักดิ์ พรณัฐวุฒิกุล : 23) สมรรถนะ คือ สิ่งซึ่งแสดงคุณลักษณะ และคุณสมบัติของบุคคล รวมถึงความรู้ทักษะ และพฤติกรรม ที่แสดงออกมา ซึ่งทำให้บรรลุผลสำเร็จ ในการปฏิบัติงาน ที่มีคุณภาพ และประสิทธิภาพสูง กว่ามาตรฐานทั่วไป
บริษัทปูนซีเมนต์ไทย ให้ความหมายของสมรรถนะ คือ คุณลักษณะความสามารถที่องค์กรต้องการให้พนักงานมีซึ่งความสามารถดังกล่าวทำให้พนักงานสามารถปฏิบัติงาน ในความรับผิดชอบได้สำเร็จลุล่วงด้วยดี ทั้งเป็นการสนับสนุนเป้าหมายโดยรวมขององค์กรอีกด้วย
สุทัศน์ นำพูลสุขสันต์ ให้ความหมายสมรรถนะ คือ คุณลักษะทั้งในด้านทักษะความรู้และพฤติกรรมของบุคคล ซึ่งจำเป็นต่อการปฏิบัติงานในตำแหน่งหนึ่ง ๆ ให้ประสบความสำเร็จ
สรุปแล้ว สมรรถนะ Competency คือ ความรู้ ทักษะ และพฤตินิสัยที่จำเป็นต่อ การทำงานของบุคคล ให้ประสบผลสำเร็จสูง กว่ามาตรฐานทั่วไป ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ประการดังนี้
- ความรู้ (Knowledge) คือสิ่งที่องค์กรต้องการให้ “รู้” เช่นความรู้ความเข้าใจในกฎหมายปกครอง
- ทักษะ (Skill) คือสิ่งที่องค์กรต้องการให้ “ทำ” เช่นทักษะด้าน ICT ทักษะด้านเทคโนโลยีการบริหารสมัยใหม่ เป็นสิ่งที่ต้องผ่าน การเรียนรู้ และฝึกฝนเป็นประจำจนเกิดเป็นความชำนาญในการใช้งาน
- พฤตินิสัยที่พึงปรารถนา (Attiributes) คือสิ่งที่องค์กรต้องการให้ “เป็น” เช่น ความใฝ่รู้ ความซื่อสัตย์ ความรักในองค์กร และความมุ่งมั่นในความสำเร็จ สิ่งเหล่านี้จะอยู่ลึกลงไปในจิตใจ ต้องปลูกฝังสร้างยากกว่าความรู้และทักษะ แต่ถ้าหากมีอยู่แล้ว จะเป็นพลังผลักดันให้คนมีพฤติกรรมที่องค์กรต้องการ
ี้

จากทั้งสองภาพขางตน McClelland ไดอธิบายในเชิงเปรียบเทียบวา “ภาพที่ 1” คือ องคประกอบที่สําคัญทั้ง 5 ประการของ Competency ในขณะที่ “ภาพที่ 2” เปนการแบงองคประกอบของ Competency ตามความยาก-งายของการพัฒนา กลาวคือ สวนที่เปน Knowledge (ความรู) และ Skills (ทักษะ) นั้น ถือวา เปนสวนที่คนแตละคนสามารถพัฒนาใหมีขึ้นไดไมยากนัก ดวยการศึกษาคนควา (ทําใหเกิดความรู – Knowledge) และ ฝกฝนปฏิบัติ (ทําใหเกิดทักษะ – Skills) ซึ่งในสวนนี้นักวิชาการบางทานเรียกวา “Hard Skills” ในขณะที่องคประกอบสวนที่เหลือ คือ Self-Concepts (ทัศนคติ คานิยม และความเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณของตนเอง) รวมทั้ง Trait (บุคลิกลักษณะประจําของแตละบุคคล) และ Motive (แรงจูงใจ หรือ แรงขับภายในแตละบุคคล) เปนสิ่งที่พัฒนาไดยาก เพราะเปนสิ่งที่ซอนอยูภายในตัวบุคคล และในสวนนี้ นักวิชาการบางทานเรียกวา “Soft Skills” เชน ภาวะผูนํา (Leadership) ความอดทนตอ ความกดดัน (Stress Tolerance) เปนตน
David C. McClelland ไดอธิบายความหมายขององคประกอบทั้ง 5 สวนไวดังนี้
• Skill : สิ่งที่บุคคลกระทําไดดี และฝกปฏิบัติเปนประจําจนเกิดความชํานาญ เชน ทักษะของหมอฟน ในการอุดฟน โดยไมทําใหคนไขรูสึกเสียวเสนประสาทหรือเจ็บ
• Knowledge : ความรูเฉพาะดานของบุคคล เชน ความรูภาษาอังกฤษ ความรูดานการบริหารตนทุน เปนตน
• Self-Concept : ทัศนคติ คานิยม และความคิดเห็นเกี่ยวกับภาพลักษณของตน หรือ สิ่งที่บุคคลเชื่อวาตนเองเปน เชน Self-Confidence คนที่มีความเชื่อมั่นในตนเองสูง จะเชื่อวาตนเองสามารถแกไขปญหาตางๆ ได เปนตน
• Traits : บุคลิกลักษณะประจําตัวของบุคคล หมายถึง ลักษณะนิสัยใจคอของบุคคลที่เป็นพฤติกรรมถาวร เช่น เป็นนักกีฬาที่ดี เป็นคนใจเย็น เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นต้น เชน เขาเปนคนที่นาเชื่อถือและ ไววางใจได หรือเขามีลักษณะเปนผูนํา เปนตน
• Motives : แรงจูงใจ หรือ แรงขับภายใน หมายถึง พลังขับเคลื่อนที่เกิดจากภายในจิตใจของบุคคล ที่จะส่งผลกระทบต่อการกระทำ เช่น เป็นคนที่มีความต้องการผลสำเร็จ การกระทำสิ่งต่าง ๆ จึงออกมาในลักษณะของการมุ่งไปสู่ความสำเร็จตลอดเวลา เชน บุคคลที่มุงผลสําเร็จ (Achievement Orientation) มักชอบตั้งเปาหมายที่ทาทาย และพยายามทํางานสําเร็จ ตามเปาที่ตั้งไว ตลอดจนพยายามปรับปรุงวิธีการทํางานของตนเองตลอดเวลา
องคประกอบทั้ง 5 สวนขางตนนี้ ไดกลายมาเปนแนวทางในการกําหนด “นิยาม” หรือ “ความหมาย” ของ
ตํารา Competency มากมาย ตัวอยางเชน Scott B. Parry นักวิชาการชื่อดังทานหนึ่ง ที่หนังสือ Competency
หลายเลม มักจะนํางานเขียนของทานมาอางอิงถึง ก็ใชองคประกอบ 5 สวนของ McClelland มาเปนแนวทางในการ
กําหนด “นิยาม” ของ Competency เชนกัน แตเขาไดรวมสวนที่เปน Self-Concept และ Trait, Motive ไวดวยกัน
และเรียกทั้งหมดนี้วา “คุณลักษณะ” หรือ Attributes
Scott B. Parry นิยาม Competency วา คือกลุมของความรู (Knowledge) ทักษะ (Skills) และ คุณลักษณะ (Attributes) ที่เกี่ยวของ กัน ซึ่งมีผลกระทบตองานหลักของตําแหนงงานหนึ่งๆ ซึ่งกลุมความรู ทักษะ และคุณลักษณะดังกลาวสัมพันธกับผลงานของตําแหนงงานนั้นๆ และสามารถวัดผลเทียบกับมาตรฐานที่เปนที่ยอมรับ และเปนสิ่งที่สามารถเสริมสรางขึ้นได โดยผานการฝกอบรม และการพัฒนา”
Competency แตกต่างจากทักษะ ความรู้ ทัศนคติ และแรงจูงใจ อย่างไร
David C. McClelland ไดอธิบายไววา Competency เปนสิ่งที่ประกอบขึ้นมาจาก ความรู (Knowledge)
ทักษะ (Skill) และ ทัศนคติ/แรงจูงใจ (Attitude/Motive) แตสิ่งที่มักจะทําใหคนทั่วไปสับสน คือ Competency แตกตางจากความรู ทักษะ และทัศนคติ/แรงจูงใจอยางไร และความรูหรือทักษะที่บุคคลมีอยูนั้นถือเปนCompetency หรือไม
จากการศึกษาของ David C. McClelland เขาพบวา Competency สามารถแบงออกไดเปน 2 กลุม คือ
1. Competency ขั้นพื้นฐาน (Threshold Competencies) ซึ่งหมายถึง ความรู หรือทักษะพื้นฐานที่บุคคล จําเปนตองมีในการทํางาน เชน ความสามารถในการอาน หรือ ความรูในสินคาที่ตนขายอยูประจํา เปนตน ซึ่ง Competency พื้นฐานเหลานี้ ไมทําใหบุคคลมีผลงานที่แตกตางจากผูอื่น หรือไมสามารถทําใหบุคคลมีผลงาน ที่ดีกวาผูอื่นได ดังนั้น Competency ในกลุมนี้จึงไมไดรับ ความสนใจจากนักวิชาการมากนัก จนถึงขั้นมีกลุมนักวิชาการบางสวน ลงความเห็นวา ความรูและทักษะพื้นฐานเหลานี้ ไมถือวาเปน Competency
2. Competency ที่ทําใหบุคคลแตกตางจากผูอื่น (Differentiating Competencies) หมายถึง ปจจัยที่ทําให บุคคลมีผลการทํางานสูงกวามาตรฐาน หรือดีกวาบุคคลทั่วไป ซึ่ง Competency ในกลุมนี้จะมุงเนนที่การใช ความรู ทักษะ และคุณลักษณะอื่นๆ (รวมถึง คานิยม แรงจูงใจ และทัศนคติ) เพื่อชวยใหเกิดผลสําเร็จที่ดีเลิศ ในงาน อีกทั้งยังเปน Competency ที่นักวิชาการจํานวนมากใหความสําคัญในการพัฒนาใหมีขึ้นในบุคคล มากกวา Competency กลุมแรก ตัวอยางเชน การศึกษาของสถาบันชื่อดังในดาน Competency ชื่อ Schoonover Associates ก็มุงศึกษาและใหความสําคัญเฉพาะ Differentiating Competency โดยสถาบัน แหงนี้ไดอธิบายถึงความแตกตางของความรู ทักษะ และแรงจูงใจ/ทัศนคติ กับ Competency ในเชิงเปรียบเทียบดังนี้
Competency VS. Knowledge: Competency จะหมายถึงเฉพาะพฤติกรรมที่กอใหเกิดผลงานที่ดีเลิศ (Excellent Performance) เทานั้น ดังนั้น ตัวความรู (Knowledge) โดดๆ จึงไมถือวาเปน Competency เวนแตความรูในเรื่องนั้นๆ จะสามารถนํามาประยุกตหรือนํามาใชกับพฤติกรรมซึ่งทําใหเกิดความสําเร็จในงาน จึงถือวาเปนสวนหนึ่งของ Competency ตัวอยางเชน ความรูและความเขาใจในความไมแนนอนของ “ราคา” ในตลาด -- ถือวาเปนความรู (Knowledge) แตความสามารถในการนําความรูและความเขาใจใน ความไมแนนอนของ ราคาในตลาด มาพัฒนารูปแบบการกําหนด “ราคา” ไดนั้น จึงจะถือเปน Competency
Competency VS. Skill: Competency ยังเกี่ยวของกับทักษะ (Skill) แตจะหมายถึงเฉพาะการใชทักษะ ที่กอใหเกิดผลสําเร็จอยางชัดเจน ดังนั้นทักษะเพียงอยางเดียวยังไมถือวาเปน Competency ตัวอยางเชน ความสามารถในการนําเสนอผลิตภัณฑใหม -- ถือเปนทักษะ (Skill) แตความสามารถในการวางตําแหนงผลิตภัณฑใหม (Positioning) ในตลาดใหแตกตางจาก คูแขง -- ถือเปน Competency
Competency VS. Motive/Attitude: Competency ไมใชแรงจูงใจหรือทัศนคติ (Motive/Attitude) แตเปนแรงขับภายใน ซึ่งทําใหบุคคลแสดงพฤติกรรมที่ตนมุงหวังไปสูสิ่งที่เปนเปาหมายของเขา ตัวอยางเชน การตองการความสําเร็จ -- เปนแรงจูงใจที่กอใหเกิดแนวคิดหรือทัศนคติที่ตองการสรางผลงานที่ดี
แตความสามารถในการทํางานใหสําเร็จไดตรงตามเวลาที่กําหนด – ถือเปน Competency
Dale และ Hes (1995 : 80) กล่าวถึงสมรรถนะว่าเป็นการค้นหาสิ่งที่ทำให้เกิดการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ (Excellence) หรือการปฏิบัติงานที่เหนือกว่า (Superior performance) นอกจากนี้ยังได้ให้ความหมายของสมรรถนะในด้านอาชีพ (Occupational competency) ว่าหมายถึงความสามารถ (Ability) ในการทำกิจกรรมต่างๆ ในสายอาชีพเพื่อให้เกิดการปฏิบัติงานเป็นไปตามมาตรฐานที่ถูกคาดหวังไว้ คำว่ามาตรฐานในที่นี้หมายถึงองค์ประกอบของความสามารถรวมกับเกณฑ์การปฏิบัติงานและคำอธิบายขอบเขตงาน
วัฒนา พัฒนพงศ์ (2547 : 33) กล่าวว่า สมรรถนะ (Competency) หมายถึง ระดับของความสามารถในการปรับและใช้กระบวนทัศน์ (Paradigm) ทัศนคติ พฤติกรรม ความรู้ และทักษะ เพื่อการปฏิบัติงานให้เกิดคุณภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุดในการปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรในองค์การ บุคลากรทุกคนควรมีความสามารถพื้นฐานในหน้าที่ที่เหมือนกันครบถ้วนและเท่าเทียมกัน และควรพัฒนาตนเองให้มีความสามารถพิเศษที่แตกต่างกันออกไปนอกเหนือจากความสามารถของงานในหน้าที่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับศักยภาพ ระดับความสามารถทางอารมณ์ (Emotional quotient : EQ) และความสามารถทางสติปัญญา (Intelligence quotient: IQ)
จากที่นำเสนอมาข้างต้น ทำให้สามารถสรุปได้ว่าสมรรถนะหรือขีดความสามารถ (Competency) หมายถึง ความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) และคุณลักษณะของบุคคล (Attributes) ซึ่งบุคคลนั้นจะแสดงออกเป็นวิธีคิดและพฤติกรรมในการทำงานที่จะส่งผลต่อการปฏิบัติงานของแต่ละบุคคล และมีการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง อันจะส่งผลให้เกิดความสำเร็จตามมาตรฐานหรือสูงกว่ามาตรฐานที่องค์การได้กำหนดเอาไว้
สำหรับการจัดแบ่งประเภทของสมรรถนะนั้น มีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ทรรศนะที่แตกต่างกันออกไป โดย ณรงค์วิทย์ แสนทอง (2547 : 10-11) ได้ทำการสมรรถนะออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
1) สมรรถนะหลัก (Core competency) หมายถึง บุคลิกลัดษณะของคนที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยของคนในองค์การโดยรวมที่จะช่วยสนับสนุนให้องค์การบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ได้
2) สมรรถนะตามสายงาน (Job competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะของคนที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยที่จะช่วยส่งเสริมให้คนนั้นๆ สามารถสร้างผลงานในการปฏิบัติงานตำแหน่งนั้นๆ ได้สูงกว่ามาตรฐาน
3) สมรรถนะส่วนบุคคล (Personal competency) หมายถึง บุคลิกลักษณะของคนที่สะท้อนให้เห็นถึงความรู้ ทักษะ ทัศนคติ ความเชื่อ และอุปนิสัยที่ทำให้บุคคลนั้นมีความสามารถในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้โดดเด่นกว่าคนทั่วไป เช่น สามารถอาศัยอยู่กับแมงป่องหรืออสรพิษได้ เป็นต้น ซึ่งเรามักจะเรียกสมรรถนะส่วนบุคคลว่าความสามารถพิเศษส่วนบุคคล
จิรประภา อัครบวร (2549 : 68) กล่าวว่า สมรรถนะในตำแหน่งหนึ่งๆ จะประกอบไปด้วย 3 ประเภท ได้แก่
1) สมรรถนะหลัก (Core competency) คือ พฤติกรรมที่ดีที่ทุกคนในองค์การต้องมี เพื่อแสดงถึงวัฒนธรรมและหลักนิยมขององค์การ
2) สมรรถนะบริหาร (Professional competency) คือ คุณสมบัติความสามารถด้านการบริหารที่บุคลากรในองค์การทุกคนจำเป็นต้องมีในการทำงาน เพื่อให้งานสำเร็จ และสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ ขององค์การ
3) สมรรถนะเชิงเทคนิค (Technical competency) คือ ทักษะด้านวิชาชีพที่จำเป็นในการนำไปปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จ โดยจะแตกต่างกันตามลักษณะงาน โดยสามารถจำแนกได้ 2 ส่วนย่อย ได้แก่ สมรรถนะเชิงเทคนิคหลัก (Core technical competency) และสมรรถนะเชิงเทคนิคเฉพาะ (Specific technical competency)
จึงอาจสรุปได้ว่า สมรรถนะสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ สมรรถนะหลัก (Core competency) ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พนักงานทุกคนในองค์การจำเป็นต้องมี ทั้งนี้เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้บรรลุเป้าหมายขององค์การ อาทิ ความรอบรู้เกี่ยวกับองค์การ ความซื่อสัตย์ ความใฝ่รู้ และความรับผิดชอบ เป็นต้น อีกประเภทหนึ่งคือสมรรถนะตามสายงาน (Functional competency) ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พนักงานที่ปฏิบัติงานในตำแหน่งต่างๆ ควรมีเพื่อให้งานสำเร็จและได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ
