โรคภูมิแพ้ (Allergic disorders) เกิดจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อสิ่งที่แพ้ แล้วปล่อยสารแพ้ เช่น Histamineออกมาถ้าสารแพ้นี้มาแสดงปฏิกิริยาที่ผิวหนังก็ทำให้เป็นโรคแพ้ทางผิวหนัง เช่น ลมพิษ ,ผื่นคัน เป็นต้น ถ้าแสดงออกที่ตาก็กลายเป็นโรคเยื่อตาขาวอักเสบ ,ถ้าแสดงออกที่จมูกก็กลายเป็นหวัดแพ้อากาศ , ถ้าแสดงออกที่หลอดลมก็กลายเป็นหืด โรคนี้มักมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์ คือ มีพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้อยู่ด้วย นอกจากนี้ อารมณ์กับจิตใจก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดอาการได้เช่นกัน ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาจแสดงอาการเพียงอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายๆ อย่างพร้อมกันก็ได้ สิ่งที่แพ้ (Allergen) มักได้แก่ความเย็น ความร้อน แดด ฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร นุ่น (ที่นอน หมอน) ไหม อาหารทะเล เนื้อสัตว์ ไข่ แมลง เชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย ตัวไร พยาธิ สารเคมี โลหะ เหล้า (แอลกอฮอล์) ยา (แอสไพริน เพนิซิลลิน ซัลฟา) เป็นต้น ผู้ป่วยมักจะแพ้สารได้หลายๆอย่าง และมีโอกาสแพ้ยาได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคภูมิแพ้ จึงควรระมัดระวังในการใช้ยาสำหรับผู้ป่วยโรคนี้ การแพ้อาจเกิดขึ้นโดยการสัมผัส สูดดม กิน หรือฉีดเข้าร่างกายทางใดทางหนึ่ง โรคภูมิแพ้ทุกชนิดรวมกันแล้ว พบได้ประมาณ 30% ของคนทั่วไป
2.1 หวัดจากการแพ้ ,Allergic rhinitis/Hay fever
จัดเป็นโรคภูมิแพ้ ชนิดหนึ่ง ซึ่งพบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง เป็นแรมเดือนแรมปี ผู้ป่วยมักมีประวัติโรคภูมิแพ้ในอดีตหรือในครอบครัว เช่น หืด ลมพิษ ผื่นคัน หรือเป็นหวัดจามบ่อยๆ
สาเหตุ เกิดจากการแพ้สิ่งต่างๆ โดยมีสาเหตุจากกรรมพันธุ์
อาการ เป็นหวัดคัดจมูก จามบ่อย น้ำมูกมีลักษณะใสๆ มักมีอาการคันในจมูก คันคอ คันตา น้ำตาไหล หรือไอแห้งๆ (แบบระคายคอ) ร่วมด้วย อาการมักเกิดเป็นประจำตอนเช้าๆ หรือเวลาถูกอากาศเย็นหรือฝุ่นละอองหรือสารแพ้อื่นๆ บางคน พอสาย ๆก็หายได้เอง บางคนเป็นประจำตลอดทั้งปี บางคนเป็นมากในบางฤดูกาล
สิ่งที่ตรวจพบ เยื่อจมูกบวมและซีด หรือเป็นสีม่วงอ่อนๆ ต่างจากไข้หวัด หรือไซนัสอักเสบ ซึ่งเยื่อจมูกจะมีลักษณะบวมและออกสีแดง มักพบน้ำมูกลักษณะใสๆ (ถ้าน้ำมูกมีสีเหลืองหรือเขียว แสดงว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม) บางคนอาจพบเยื่อตาขาวออกแดงเล็กน้อย
การรักษา แนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตว่าแพ้อะไร แล้วพยายามหลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ ก็อาจช่วยให้อาการดี ถ้ามีอาการควรให้กินยาแก้แพ้ เมื่ออาการดีขึ้นก็ให้หยุดยา แต่ถ้ากำเริบใหม่ ก็ให้กินใหม่ บางคนที่เป็นอยู่ประจำทุกวัน ก็อาจต้องคอยกินยาไปเรื่อยๆ
ถ้ากินยาแล้วยังไม่ได้ผล หรือเป็นเรื้อรังนาน ๆควรแนะนำไปโรงพยาบาล ในบางรายอาจต้องทำการทดสอบผิวหนัง (Skin test) ว่าแพ้สารอะไร แล้วให้การรักษาโดยทำ desensitization กล่าวคือ ฉีดสารที่แพ้ เข้าร่างกายทีละน้อยๆเป็นประจำทุก 1 - 2 สัปดาห์ นานเป็นปี ๆ
ข้อแนะนำ ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาพ่นจมูก ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา เพราะยาบางชนิดที่ใช้บ่อยเกินไป ก็อาจทำให้เยื่อจมูกอักเสบมากยิ่งขึ้นได้ ที่สำคัญ ควรแนะนำให้ออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น วิ่งเหยาะ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ อาจช่วยให้โรคภูมิแพ้ทุเลาหรือหายขาดได้ นอกจากนี้ การผ่อนคลายความเครียด (เช่น ฝึกสมาธิ) ก็อาจมีส่วนช่วยให้โรคทุเลาได้ |