NovaBizz  

ความดันโลหิตสูง


 
Home >
 
    สุขภาพ Health    

 
 
ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิต คือ แรงดันของกระแสเลือดในหลอดเลือดแดง ซึ่งเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ เลือด ที่ถูกสูบฉีดออกจากหัวใจ จะไหลเวียนไปทั่งร่างกาย 1 รอบแล้วไหลมาที่หัวใจอีกครั้ง การที่เลือดสามารถไหลเวียนไปยังส่วนต่างๆของร่างกายได้เพราะ การบีบตัวของหัวใจเป็นสำคัญ เลือดที่ถูกสูบฉีดจากหัวใจ มีแรงดันอยู่ด้วย จึงทำให้ผนังหลอดเลือดโป่งพองขึ้น แรงดันนี้เรียกว่า ความดันโลหิต

โครงสร้างของหัวใจ

หัวใจคนเราตั้งอยู่ตรงกลางทรวงอกค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อย คือค่อนไปทางนมด้านซ้าย ขนาดของหัวใจในขณะบีบตัวจะเท่ากับกำปั้นของเจ้าของโดยประมาณ หัวใจแบ่งเป็น 4 ห้อง คือ หัองบนซ้าย,ห้องล่างซ้าย,ห้องบนขวา และห้องล่างขวา ระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายกับล่างซ้ายจะมีลิ้นหัวใจ Mitril Valves คั่นอยู่ หัวใจห้องล่างซ้ายกับโคนหลอดเลือดแดงใหญ่Aortic จะมีลิ้นหัวใจ Aortic Semilunar valves คั่นอยู่ ระหว่างหัวใจห้องบนขวากับล่างขวา จะมีลิ้นหัวใจTriceispid valves และหัวใจห้องล่างขวา กับหลอดเลือดแดงจากปอด จะมีลิ้นหัวใจ Pulmonary Semilunar valves คั่นอยู่

หัวใจประกอบด้วยกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งจะเคลื่อนไหวบีบตัว และคลายตัวอย่าง เป็นจังหวะ เรียกกันว่าการเต้นของหัวใจ (Heart beat) ด้านในกล้ามเนื้อหัวใจจะมีเยื่อบุบางๆอยู่ชั้นหนึ่งเรียกว่า Endocardiem ด้านนอกก็มีเรียกว่า Epicardiem

+

หน้าที่ของหัวใจ

หัวใจเป็นอวัยวะที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ทำหน้าที่คล้ายเครื่องสูบน้ำ หัวใจจะบีบตัวฉีดเลือดออกไปครั้งละประมาณ 60-80 มิลลิลิตร หรือนาทีละประมาณ 5 ลิตร กล่าวกันว่า หัวใจของนักกีฬาที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีสามารถสูบฉีดเลือดได้ถึงนาทีละ 20 ลิตร

วงจรการทำงานของหัวใจ หัวใจจะบีบตัวคลายตัว และหยุดพักได้เองโดยอัติโนมัติ การเคลื่อนไหวเช่นนี้จะเป็นไปซ้ำๆกันอย่างมีจังหวะ ขณะหัวใจบีบตัวหรือคลายตัว หัวใจสองห้องบน และหัวใจสองห้องล่าง จะผลัดกันเต้นอย่างมีจังหวะเช่นกัน ดังนั้นวงจรการทำงานของหัวใจ คือ รอบระยะที่หัวใจบีบตัว,คลายตัว และหยุดพัก

ตามปกติวงจรการทำงานของหัวใจของผู้ชายจะเต้นนาทีละ 60-70 ครั้ง และผู้หญิงจะเต้นนาทีละ 70-80 ครั้ง วัยรุ่นจะมีวงจรการทำงานของหัวใจถี่กว่าในผู้ใหญ่

เสียงเต้นของหัวใจ เมื่อหัวใจห้องล่างทั้งสองบีบตัว ส่วนล่างของด้านนอกหัวใจห้องล่างซ้ายจะไปกระทบบริเวณส่วนล่างด้านในของบริเวณนมด้านซ้าย การเต้นอย่างมีกฎเกณฑ์นี้เรียกว่าการเต้นที่ยอดหัวใจ (Apex beat) หากใช้เครื่องฟังจะพบว่า หัวใจเต้นแต่ละครั้งจะมีอยู่ 2 เสียง เรียกว่า เสียงเต้นของหัวใจ(Cardiac sound) เสียงแรกเป็นเสียงที่เกิดขึ้นในขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว เสียงจะทุ้ม และยาว ส่วนเสียงที่สองเป็นเสียงที่เกิดขึ้นในขณะที่ลิ้นหัวใจเปิด และปิด เสียงจะแหลม และสั้น ถ้าเราถือสองเสียงนี้เป็นหนึ่งหน่วย แล้วนับดูก็จะทราบจำนวนวงจรการทำงานของหัวใจได้

ความดันโลหิตกับการไหลเวียนของเลือด

ความดันโลหิตคือ แรงที่เลือดกระทำต่อผนังหลอดเลือดซึ่งหมายถึง หลอดเลือดแดงโดยเฉพาะ ดังนั้นความดันโลหิตก็หมายถึง ความดันภายในหกลอดเลือดแดง

เลือดที่สูบฉีดออกจากหัวใจจะผ่านหัวใจห้องล่างซ้ายไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่ แล้วแยก ไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ (Commond carolid artery) หลอดเลือดแดงใต้ไห ปลาร้า(Subclavian artery) หลอดเลือดแดงใหญ่สีข้าง (Commond iliac artery)หลอดเลือดแดงไต(Rean artery) และหลอดเลือดแดงจะไหลผ่านหลอดเลือดแดงที่เล็กลงไปเข้าสู่ หลอดเลือดแดงเล็ก(Arteride) แล้วส่งเข้าไปในหลอดเลือดฝอย ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นหลอดเลือดดำกันที่ตรงนี้ เลือดไหลจากหลอดเลือดดำฝอยไปยังหลอดเลือดดำเล็ก(Venule)แล้วค่อยไหลผ่านหลอดเลือดดำใหญ่ (Vein) กลับไปยังหัวใจห้องบนขวา เลือดที่มีคาร์บอนไดร์ออกไซด์มาก จะไหลจากหัวใจห้องบนขวาเข้าไปในหัวใจห้องล่างขวา แล้วค่อยไหลผ่านหลอดเลือดแดงปอดไปยังปอด ซึ่งตอนนี้เลือดจะเปลี่ยนเป็นเลือดที่มีออกซิเจน เลือดนี้จะไหลผ่านหลอดเลือดดำปอด (Pulmonary Vein) กลับไปที่หัวใจห้องบนซ้าย นี่คือเลือดใหม่ ซึ่งจะถูกดันเข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่แล้วกระจายสู่หลอดเลือดแดงน้อยใหญ่ และกลับสู่หัวใจ โดยหลอดเลือดดำ วนเวียนกันอยู่เช่นนี้

หน้าที่ของความดันโลหิต เป็นกำลังที่หัวใจต้องใช้เพื่อสูบฉีดเลือดให้ไหลไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่ ซึ่งจะได้จากแรงบีบตัวของหัวใจ เลือดจะไหลจากที่มีความกันโลหิตสูงไปยังที่ๆมีความดันโลหิตต่ำ ดังนั้นหากรักษาเลือดให้มีอัตราเร็ว และปริมาณในการไหลที่แน่นอนแล้วต้องมีความดันโลหิตที่เหมาะสม เลือดที่ไหลจากหัวใจห้องล่างซ้าย ไปยังหลอดเลือดแดงใหญ่จะมีความดันโลหิตตัวบนที่เลือดนี้ 140-150 มิลลิเมตรปรอท ที่หลอดเลือดแดง Brachiocephalic artery 120 มิลลิเมตรปรอท หลอดเลือดแดง Radial artery 90-100 มิลลิเมตรปรอท หลอดเลือดแดงเล็ก 70-80 มิลลิเมตรปรอท และความดันเฉลี่ยที่หลอดเลือดฝอย 20 มิลลิเมตรปรอท

แรงต้านทานกระแสเลือด เวลาที่เลือดไหลผ่าหลอดเลือดแดงใหญ่ จะไม่มีแรงต้านทานเลย แต่เมื่อเลือดไหลผ่าหลอดเลือดแดงย่อย และความดันโลหิตของหลอดเลือดแดงต่างๆกลับเกิดแรงต้านทานกระแสเลือด การต้านทานกระแสเลือดเช่นนี้เรียกว่า แรงต้านที่ปลายหลอดเลือด การที่ปลายหลอดเลือดสร้างแรงต้านทานชนิดนี้ขึ้น เพื่อกระจายเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกายตามที่จำเป็น ถ้าไม่มีแรงต้านทานนี้ จะไม่มีการทำงานปรับเลือดให้เหมาะสม อวัยวะบางอย่างจะมีเลือดมากไป บางอย่างกลับจะขาดเลือด ดังนั้นแรงต้านทานกระแสเลือด จึงช่วยปรับการไหลเวียนของเลือด เพื่อให้เลือดไหลได้สะดวก

การเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิต

ความดันโลหิตไม่ใช่จะเปลี่ยนแปลงตลอดไป แต่มันจะเปลี่ยนปลงอยู่ทุกขณะ และแตกต่างกันระหว่างคนที่มีความดันโลหิตปกติ กับคนที่มีความดันโลหิตผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงความดันโลหิตเช่นนี้ บางครั้งก็เกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้ บางครั้งก็เกิดภาวะความดันโลหิตต่ำ

สาเหตุที่ทำให้ความดันโลหิตไม่คงที่อาจมีด้วยกัน 5 ประการ คือ

1.ปริมาณเลือดที่สูบฉีดออกจากร่างกาย 

ถ้าหัวใจมีแรงบีบมาก ปริมาณเลือดที่สูบฉีดออกมาก็มีมาก และความดันโลหิตก็จะสูงด้วย ในทางกลับกันถ้าหัวใจมีแรงบีบตัวน้อย ปริมาณเลือดที่สูบฉีดก็น้อยความดันโลหิตก็ลดต่ำด้วย

2. ความข้นของเลือด

ความข้นของเลือดก็คือ ความเหนียวของเลือด เลือดที่มีลักษณะเหนียวหนืดมาก จะทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ในทางกลับกัน ก็จะทำให้ความดันโลหิตลดต่ำลง

3. ความหยุ่นตัวของหลอดเลือด

เมื่อลอดเลือดแดงตีบแข็ง หมดความยืดหยุ่นตัว ความดันโลหิตก็จะสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหลอดเลือดแดงเล็กตีบแข็ง สภาพจะยิ่งร้ายแรงขึ้น เพราะกระแสเลือดจะไหลผ่านได้ยาก ทำให้สภาพการไหลเวียนเลือดไม่ดี หัวใจต้องออกแรงบีบตัวมากขึ้น เพื่อให้เลือดสามารถไหลผ่านไปยังส่วนต่างๆทั่วร่างกายได้เพียงพอ

4. ปริมาณเลือดในระบบหลอดเลือดแดง

ปกติในร่างกายเราจะมีเลือดอยู่ประมาณ 1 ใน 12 ส่วนของน้ำหนักตัว แต่ถ้ามีกรณีพิเศษ เช่น การให้เลือด ปริมาณเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความดันโลหิตก็จะสูงขึ้นชั่วขณะ ในทางกลับกันถ้ามีการเสียเลือดมากเพราะการได้รับการบาดเจ็บสาหัส ความดันโลหิตก็จะต่ำลง

5. แรงต้านทานที่ปลายหลอดเลือด

ในขณะที่เลือดไหลผ่านหลอดเลือดแดงเล็กไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆของร่างกายนั้น หลอดเลือดแดงเล็กจะเกิดการต้านทานเลือดขึ้น เมื่อหลอดเลือดแดงเล็กมีแรงต้านทานมากขึ้น ความดันโลหิตก็จะสูงขึ้น แรงต้านทานของหลอดเลือดแดงเล็กจึงมีลดลง และเพิ่มขึ้นได้ สาเหตุขึ้นอยู่กับขีดความตึงตัวของผนังหลอดเลือดแดง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อเรียบในเยื่อชั้นกลาง คือเมื่อกล้ามเนื้อเรียบมีขีดความตึงตัวมาก เส้นผ่าศูนย์กลางภายในของหลอดเลือดก็จะเล็กลง เพื่อเพิ่มแรงต้านทาน แต่เมื่อขีดความตึงตัวอ่อนลง แรงต้านทานก็จะลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควบคุมขีดความตึงตัวของหลอดเลือดแดงเล็กก็คือ เส้นประสาทยนต์ของหลอดเลือด และการปรับของเลือด

Resource :