งานปูพื้น

  • การปูพื้น
  • พื้นพรม
  • พื้นไม้
  • พื้นกระเบื้อง
  • พื้นหิน
  • ขั้นตอน

การปูพื้น

พื้นบ้านนับเป็นส่วนประกอบที่โดดเด่นส่วนหนึ่งของตัวบ้าน เพราะจะปรากฎให้เห็น อยู่ทั่วไปทุกห้อง การปูพื้นจึงเป็นงานที่มี ลักษณะกึ่งงานตกแต่งกึ่งงาน ก่อสร้าง พื้นบ้านสามารถสะท้อนให้เห็นถึงฐานะและความมีรสนิยมของเจ้าของบ้าน โดยดูจากวัสดุปูพื้น ที่เลือกใช้ และสามารถแสดงให้เห็นถึง งานสร้างสรรค์ ทางศิลปะโดยดูจากการออกแบบและความประณีตในการทำ จึงไม่น่าแปลกใจที่ จะพบว่าเจ้าของบ้านบางรายมีความพิถีพิถัน อย่างมากในการเลือก ใช้วัสดุปูพื้น ตลอดจนถึงการเลือกช่างที่มีฝีมือ และความชำนาญในการ ปูพื้นชนิดต่างๆ
นอกจากการมองในด้านของความสวยงามแล้ว เนื่องจากพื้นที่หรือบริเวณต่างๆ ในตัวบ้านจะมีลักษณะการใช้สอยที่แตกต่างกัน ฉะนั้นการเลือกใช้วัสดุ ปูพื้น ให้เหมาะสมกับการใช้สอยในแต่ละห้องแต่ละจุดจึงเป็นสิ่งที่ควรจะให้ความสำคัญ เช่นเดียวกัน มิใช่จะมอง แต่ด้านความสวยงามเพียงด้านเดียว เพราะการเลือก ใช้วัสดุปูพื้นที่เหมาะสมนอกจากจะช่วยให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานแล้วยังช่วย เพิ่มความปลอดภัยแก่ผู้อยู่อาศัยอีกด้วย

วัสดุที่ใช้ปูพื้น

วัสดุที่ใช้ในการปูพื้นตามท้องตลาดมีอยู่มากมายหลายชนิด โดยแต่ละชนิดจะให้ความสวยงาม ประโยชน์ในการใช้สอย และ ราคาที่แตกต่างกันออกไป ในที่นี้จะกล่าวถึงวัสดุชนิดต่างๆ ที่ใช้ในการปูพื้นที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป คุณสมบัติของวัสดุปูพื้นแต่ละชนิด ทั้งในแง่ของความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย ตลอดจนหลักการเลือกใช้วัสดุชนิดต่างๆ ว่าควรจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอะไรบ้าง อันเป็นแนวทางในการตัดสินใจ เพื่อให้ได้ของที่ดีและเหมาะสม กับความต้องการของแต่ละคน วัสดุปูพื้นที่นิยมใช้กันทั่วไปในปัจจุบันอาจแบ่งออกเป็นประเภทใหญ่ๆ ได้ดังนี้

1. พื้นพรม

2. พื้นไม้จริง

3. พื้นไม้ปาร์เกต์

4. พื้นหินแกรนิตและหินอ่อน

5. พื้นกระเบื้องเคลือบ

6. พื้นกระเบื้องหินขัด

7. พื้นกระเบื้องยาง

8. พื้นคอนกรีตบล็อก

พื้นพรม

พรมเป็นวัสดุปูพื้นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายชนิดหนึ่งเพราะเป็นวัสดุที่สวยงาม ราคาไม่แพงมากนัก มีสีสันและลวดลาย ให้เลือกมากมาย ติดตั้งง่าย ให้สัมผัส ที่นุ่มนวล เนื่องจากพรมเป็นสิ่งที่สามารถสะท้อนถึงความหรูหราและรสนิยมในการเลือกสรรของ ผู้ที่เป็นเจ้าของบ้านได้เป็นอย่างดี พรมจึงเป็น ที่นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งในอาคารบ้านเรือนและในสำนักงานต่างๆ ที่ต้องการ ความหรูหราในการต้อนรับแขกหรือลูกค้า
อย่างไรก็ตาม พรมก็มีข้อเสียบางประการ คือ สกปรกง่าย บำรุงรักษายาก เป็นวัสดุที่ติดไฟง่าย เก็บความเปียกชื้น และมีอายุ การใช้งานสั้น สำหรับในบ้านเรือนพรมจึงเหมาะสำหรับใช้ปูพื้นในบางบริเวณเท่านั้น เช่น ในห้องนอนหรือห้องรับแขกที่คาดว่าจะ ไม่สกปรกเปรอะเปื้อน และสำหรับในบ้านเรา โดยเฉพาะบริเวณที่เคยประสบกับปัญหาน้ำท่วม ขอแนะนำว่าอย่าปูพรมบริเวณพื้น ชั้นล่างเป็นอันขาดเพราะ ถ้าหากน้ำท่วม ถึงพรมแล้วก็เป็นอันเลิกใช้กันไปเลยทีเดียว

พื้นพรม

พื้นไม้จริงพื้นไม้จริง

พื้นไม้จริงทำจาก ไม้แผ่น ซึ่งนำมาวางเรียงต่อกัน โดยการเข้าลิ้น ในสมัยก่อน พื้นไม้ ชนิดนี้ จะตอกยึดอยู่กับ คานไม้ใต้พื้น เวลาเดิน จึงอาจมีเสียงดัง เนื่องมาจาก ความสะเทือน และยิ่งถ้ามีการตอกยึดไม่ดี หรือไม้ที่ใช้มีการหดตัว ในภายหลังเวลา เดินก็จะยิ่งมี เสียงดังเนื่องจาก การเคลื่อน หรือ บิดตัวของไม้ ที่เกาะยึดกัน ไม่แน่นหนา ในปัจจุบัน การทำพื้นไม้จริง มักจะหล่อเป็น พื้นคอนกรีตเสีย ก่อนแล้วจึง ปูพื้นไม้ ทับลงไปอีกทีหนึ่ง พื้นที่ได้จากการทำด้วยวิธีนี้ จะให้ความรู้สึกที่ แน่นเวลาเดิน และไม่เกิดเสียงดังเวลาเดิน เหมือนแบบเก่า
ไม้ปูพื้นที่ใช้มักจะเป็น ไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้แดง ไม้มะค่า หรือไม้เต็ง เพราะให้ ความแข็งแรง ทนต่อการขีดข่วน หรือใช้ไม้สัก ซึ่งให้ลวดลายสวยงาม พื้นไม้จริงมีข้อดี คือ ให้ความภูมิฐาน และความรู้สึกที่นุ่มนวล เป็นธรรมชาติ แต่เนื่องจากในปัจจุบันไม้ เป็นวัสดุที่หายาก มีราคาแพง ประกอบกับ การมีวัสดุทดแทนชนิดอื่นๆ เพิ่มขึ้น จึงไม่ค่อยมี ผู้ใช้ไม้แผ่นในการปูพื้นบ้านมากนัก

พื้นไม้ปาร์เกตพื้นไม้ปาร์เกต์

พื้นไม้ปาร์เกต์ (parquet) นับเป็นวัสดุปูพื้นยอดนิยม อีกชนิดหนึ่งที่ใช้กับ บ้านพักอาศัย สมัยใหม่ แทบทุกหลัง อันที่จริงไม้ ปาร์เกต์ ก็ทำมาจากไม้จริงนั่นเอง แต่มีขนาดเล็กกว่า ไม้พื้นชนิดแผ่นมาก จึงมีราคาถูกกว่า เพราะสามารถใช้เศษไม้ ที่เหลือจากการทำไม้แผ่น ไม่จำเป็นต้องใช้ไม้แผ่นใหญ่ ไม้ปาร์เกต์ ในท้องตลาด มีให้เลือกหลากหลายแตกต่างกันตามชนิดของเนื้อไม้ ขนาดของ ชิ้นไม้ และเกรด ซึ่งจะแบ่งตามสีสัน และคุณภาพของ เนื้อไม้ จึงทำให้ราคา ในการปูพื้นปาร์เกต์ แตกต่างกันได้มาก ตามองค์ประกอบข้างต้น การปูพื้นปาร์เกต์ จะปูทับลงบนพื้นคอนกรีต อีกทีหนึ่ง

ข้อดีของพื้นปาร์เกต์ คือ ให้ความสวยงามของลายไม้ ดูเป็นธรรมชาติ ปูง่ายดูแลรักษาง่าย ให้ความทนทาน มีอายุการใช้งานยาวนาน มีหลายแบบหลายราคา ให้เลือกใช้ได้ ตามรสนิยมและทุนทรัพย์ แต่ก็ มีข้อเสียอยู่บ้าง คือ เป็นวัสดุที่ติดไฟง่าย กันน้ำได้เพียงเล็กน้อย และเกิดรอยขีดข่วน เมื่อใช้ไปนานปี พื้นปาร์เกต์มักใช้ปูตามห้อง นอนหรือห้องรับแขก ตามบ้านพักอาศัย การปูพื้นปาร์เกต์โดยทั่วไป จะใช้วิธีติดกาวยึดเข้ากับ พื้นคอนกรีต อีกทีหนึ่งจึงไม่สามารถทน กับน้ำหรือความชื้นสูงได้ ฉะนั้นบริเวณที่มีความเสี่ยง ต่อภาวะน้ำท่วม ขอแนะนำให้ใช้วัสดุปูพื้นชนิดอื่น แทนการใช้ไม้ปาร์เกต์ถ้าไม่ อยากเห็นพื้นไม้ปาร์เกต์ หลุดเป็นชิ้นๆ ลอยไปตามน้ำ เนื่องจากไม้ปาร์เกต์ เป็นวัสดุปูพื้นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ประกอบกับวัสดุชนิดนี้ สามารถทำจากไม้ชนิดต่างๆ ได้้ หลายชนิด ซึ่งแต่ละชนิดมีคุณสมบัติ แตกต่างกันอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลประกอบ การตัดสินใจ ในการเลือกใช้วัสดุให้เหมาะสมกับความต้องการและ ทุนทรัพย์ของตน ไม้ที่นิยมใช้ทำพื้นปาร์เกต์กันแพร่หลายมีอยู่ 3 ชนิด คือ

1. ไม้แดง
ไม้แดงเป็นไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำปาร์เกต์กันมาก มีคุณสมบัติเด่น คือเป็นไม้เนื้อแข็งทนต่อการขีดข่วนไม่ยุบตัวง่าย เมื่อต้องรับน้ำหนัก อีกทั้งราคาก็ไม่แพง แต่มีข้อเสียบางประการ คือ สีค่อนข้างคล้ำ ลายไม้ไม่สวย เนื้อไม้ไม่เหนียวเกิดรอยแตกง่าย และเนื้อไม้ไม่ค่อยคงรูปมีการยืดหดตัวสูง

2. ไม้มะค่า
ไม้มะค่าเป็นไม้ที่นิยมนำมาใช้ทำปาร์เกต์กันมากเช่นเดียวกัน แต่น้อยกว่าไม้แดง ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะไม้มะค่ามี ราคาแพงกว่าไม้แดงมาก ส่วนด้านของคุณสมบัติแล้วไม้มะค่ามีคุณสมบัติที่ดีกว่าไม้แดงหลายประการ กล่าวคือ เป็นไม้เนื้อแข็ง ทน ทานต่อการรับน้ำหนัก มีสีสันและลายไม้สวยงาม เนื้อไม้เหนียวไม่แตกง่าย และค่อนข้างคงรูปไม่ยืดหดตัวมากดังเช่นไม้แดง จะมี ข้อเสียก็ตรงที่มีราคาแพงเท่านั้น

3. ไม้สัก
ไม้สักเป็นไม้ที่นำมาใช้ทำปาร์เกต์กันบ้างพอสมควร แต่ไม่มากเท่าไม้แดงหรือไม้มะค่า ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะปัจจุบัน ไม้สักหายากและมีราคาแพง ส่วนด้านคุณสมบัติแล้วไม้สักมีจุดเด่น คือ มีสีสันและลายไม้สวยงาม ปลวกไม่ขึ้นแต่มีข้อเสียบางประการ คือ ไม้สักเป็นไม้ที่มีเนื้อไม้อ่อนกว่าไม้แดงและไม้มะค่า ทนต่อการขีดข่วนหรือการรับน้ำหนักได้น้อยกว่า จึงเกิดรอยและชำรุดได้ ง่ายเมื่อใช้ไปนานปี นอกจากไม้ทั้งสามชนิดดังกล่าวที่นิยมนำมาใช้ปูพื้นปาร์เกต์กันแล้วยังมีไม้อีกบางชนิดที่มีผู้นำมาใช้กันบ้าง เช่น ไม้ประดู่ ซึ่งก็ให้สีสันและลายไม้สวยไปอีกแบบหนึ่ง แต่ก็ให้คุณภาพสู้ไม้ 3 ชนิดข้างต้นไม่ได้ อีกทั้งมักจะมีมอดขึ้นจึงไม่เป็นที่นิยม มากนัก

กระเบื้อง ที่ใช้ปูพื้นทั่วไปในท้องตลาดมี 2 ประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ กระเบื้องเซรามิคเคลือบ และกระเบื้องยาง ซึ่งเป็น วัสดุสังเคราะห์ กระเบื้องเคลือบ นั้นใน การปูพื้น ต้องเตรียม พื้นคอนกรีต ให้มีผิวหน้าหยาบ เพื่อให้ปูนที่ใช้ใน การปูพื้น กระเบื้อง เกาะยึดติดกับ พื้นผิวเดิม ให้แน่นไม่หลุดร่อน ส่วนการปูพื้น กระเบื้องยาง นั้นพื้นที่จะปูนั้น ต้องเป็นพื้นขัดมันเรียบ เพราะ กระเบื้องยาง นั้นใช้ กาวยาง เป็นตัวเชื่อมประสาน ระหว่างกระเบื้องและพื้น พื้นผิวที่เตรียมไว้ปูกระเบื้องยางจึงต้องเตรียมให้ได้ระดับ ต้องแห้ง และสามารถที่จะ กันน้ำซึม ได้

ในปัจจุบัน กระเบื้องปูพื้น ในท้องตลาดมีมากมาย หลายประเภทให้ได้เลือกใช้กัน บางชนิดผู้ผลิต ก็ผลิตเป็นจำนวนมาก เพราะเป็นที่นิยมของท้องตลาด ในขณะที่บางชนิดนั้นผลิตออกมาน้อย บางชนิดก็เลิกผลิตไปแล้วก็มี ฉะนั้นใน การเลือกกระเบื้อง นั้น ต้องระวังปัญหา เรื่องกระเบื้อง ขาดตลาด และ กระเบื้องแตกหักในภายหลัง ในการซื้อ กระเบื้องมาปูพื้นนั้น จึง ควรเผื่อจำนวน กระเบื้องที่ใช้ในกรณีที่ กระเบื้องเสียหาย และการซ่อมแซมในอนาคตไว้ด้วย
อีกเรื่องที่ต้องให้ความใส่ใจคือ กระเบื้องแต่ละแผ่นแต่ละยี่ห้อนั้น จะมีขนาดและความหนาไม่เท่ากัน เวลานำมาปูด้วยกัน ก็ดูไม่ดี ต่างจากที่ฝันไว้ลิบลับ และอาจทำให้พื้นไม่เรียบได้ กระเบื้องปูพื้น นั้นก็มีทั้งกระเบื้อง ที่ใช้ปูพื้นและปูผนัง ซึ่งกระเบื้องที่ใช้ปูผนังนั้นส่วนใหญ่ที่นิยมใช้นั้น มักจะเป็น กระเบื้องผิวมัน แต่กระเบื้องที่ใช้ปูพื้นก็มี 2 ประเภทคือกระเบื้องผิวมัน และกระเบื้องผิวหยาบขึ้นอยู่กับพื้นที่ปูว่าเป็นพื้นประเภทไหน มีลักษณะการใช้งานอย่างไร ถ้าเป็น พื้นห้องน้ำและ ลานซักล้างต้องใช้ กระเบื้องชนิดผิวหยาบ เพราะพื้นส่วนนี้ ต้องโดนน้ำจึงทำให้ลื่น และอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ แต่ถ้าเป็นพื้นภายในตัวบ้านทั่วไปก็อาจใช้กระเบื้องผิวมันครับเพื่อความสวยงาม ในการปูกระเบื้อง สำหรับบ้านแต่ละหลังนั้น ก็ต้องใช้งบประมาณพอสมควร

การปูพื้นด้วยกระเบื้องเซรามิคส์

ในปัจจุบัน มีผู้นิยมปูพื้นด้วย กระเบื้องเซรามิคส์ มากขึ้น เนื่องจากมีลวดลายต่าง ๆ มากมายให้ได้เลือกใช้ ตลอดจนหาซื้อได้ง่าย แต่กระเบื้องปูพื้นนั้น วิธีปฏิบัติเป็นแนวทาง ในการปูพื้นกระเบื้องเซรามิคส์ดังนี้

1.ต้องมั่นใจว่า พื้นที่จะปู กระเบื้อง นั้นได้ทำ ความสะอาด เป็นที่เรียบร้อย ไม่มี คราบฝุ่น น้ำมัน รอยสกปรกติดอยู่ ตลอดจนไม่ลืมตรวจเช็ค ระดับพื้น หรือแนวระนาบของผนังที่จะปูถ้าไม่ได้ระดับ หรือระนาบควรตกแต่ง หรือปรับให้ได้แนวที่ต้องการ

2. พื้นที่ที่จะปู กระเบื้อง ต้องแห้ง ไม่มีความชื้น หากเป็นพื้นหรือผนังคอนกรีตนั้น พื้นที่ที่จะ ปูกระเบื้อง ได้ต้องทิ้งไว้ ให้แห้งหลังการเทพื้นหรือฉาบแล้วอย่างน้อยเป็นเวลา 2-3 สัปดาห์ จนแน่ใจว่าพื้นไม่มีความชื้นแล้ว จึงเริ่มลงมือปูกระเบื้องได้ครับ เพราะหากพื้นที่จะปูกระเบื้อง มีความชื้นอยู่จะมีผล ทำให้แรงยึดกันระหว่าง พื้นและวัสดุปูพื้น อ่อนลง สำหรับ พื้นชั้นล่าง ที่อยู่ติดพื้นดิน ควรรองพื้นด้วย แผ่นพลาสติก และปูนซีเมนต์ผสมทราย ที่จะทำการเทพื้นปรับระดับควรผสมน้ำยากันซึม เพื่อป้องกันความชื้นซึมขึ้นมาตามร่องยาแนว หรือผิวของกระเบื้อง

3. ในการปูกระเบื้อง นั้น ควรเว้นร่องประมาณ 1-3 ม.ม. เพื่อป้องกันปัญหาการโก่งแอ่นหลังจากการปูและใช้งาน ในการปูกระเบื้องในปัจจุบันนั้นมีวัสดุประสานอยู่สองชนิดใหญ่ ๆ ด้วยกันคือ ใช้กาวซีเมนต์ หรือปูนซีเมนต์ ตามอัตราส่วน (ยกเว้น การปูกระเบื้อง ทับพื้นเดิม ซึ่งควรใช้กาวซีเมนต์ชนิดพิเศษปู หรือใช้น้ำยา ที่ช่วยเพิ่ม แรงยึดเกาะ ผสมกับกาวซีเมนต์ทั่วไป ไม่ควรใช้ปูนซีเมนต์ผสมทรายเพียงอย่างเดียว) ในการปูพื้นกระเบื้องใหม่ แนะนำให้ใช้ปูนกาวซีเมนต์ เนื่องจากมี ความแข็งแรงทนทาน สามารถยึดเกาะได้ดี รวมทั้งสะดวกและรวดเร็วกว่า เมื่อเตรียมการ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงปูกระเบื้องโดย เริ่มปูจาก แนวที่ติดผนัง 1 แนว จัดกระเบื้องให้ลงตัว และตีแนว กระเบื้องที่ผนัง (บรรดาช่างมักจะเรียกกรรมวิธีนี้ว่า ตีปักเต๊า) แล้วปูกระเบื้อง จากพื้นขึ้นไปถึงจุดที่จะหยุดกระเบื้อง 1 แถว เพื่อให้ กระเบื้องลงตัว ไม่เหลือเศษบนและล่าง เสร็จแล้วจึงปูกระเบื้องตามแนวที่วางไว้ครับ

4. เมื่อปูกระเบื้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะต้องทิ้งให้ซีเมนต์แห้งอย่างน้อย 24 ช.ม. แล้วจึงยาแนว โดยปาด ตามแนวเฉียง กับร่องกระเบื้อง เพื่อให้ตัวยาแนว ลงร่องอย่างสม่ำเสมอ(ข้อสำคัญ คือ ต้องไม่ลืมทำ ความสะอาด ร่องระหว่างกระเบื้อง ก่อนการยาแนวนะครับ) เมื่อยาแนวเป็นที่เรียบร้อย ก็ควรที่จะต้องทิ้งพื้นที่ดังกล่าว ไว้ 1 อาทิตย์ก่อน การใช้งาน โดยทำความสะอาดกระเบื้อง หลังจากปุเสร็จแล้ว 24-36 ชั่วโมงและหลังจากพื้นกระเบื้องแห้ง ทำการเช็ดผิวของกระเบื้องอีกครั้ง ด้วยผ้าสะอาด

พื้นกระเบื้องยาง

กระเบื้องยางตามท้องตลาดโดยทั่วไปจะมีทั้งเป็นแบบผืนใหญ่ใช้ปูพื้นต่อเนื่องคล้ายพรมและเป็นแบบแผ่นโดยมีลักษณะ เป็นแผ่นสี่เหลี่ยมคล้ายแผ่นกระเบื้องเคลือบผิดกันเพียงแต่วัสดุที่ใช้จะทำจากยางพีวีซี เปรียบเทียบกับกระเบื้องเคลือบแล้วกระเบื้อง ยางมีข้อดี คือ ประหยัดกว่าและให้สัมผัสที่นุ่มนวลกว่า แต่ก็มีข้อเสีย คือ ดูไม่หรูหราภูมิฐาน พื้นผิวยางสึกหรอและเป็นรอยขีดข่วนง่าย หลุดล่อนง่ายแต่ก็ซ่อมแซมได้ง่าย อายุใช้งานสั้น อีกประการหนึ่งคือพื้นผิวคอนกรีตที่จะทำการปูกระเบื้องยางทับลงไปจะต้องมีผิวที่ ราบเรียบเสมอกัน เพราะถ้าผิวพื้นดังกล่าวมีลักษณะเป็นคลื่นเป็นลอนแล้วเมื่อปูกระเบื้องยางลงไป ผิวพื้นกระเบื้องยางก็จะมีลักษณะ เป็นคลื่นเป็นลอนไปด้วย ดูไม่สวยและเดินไม่สบาย ผิดกับการปูพื้นด้วย กระเบื้องเคลือบซึ่งจะให้ความราบเรียบเสมอกันมากกว่าถึง แม้ว่าผิวพื้นคอนกรีตเดิมจะไม่เรียบเสมอกันก็ตาม ปัจจุบันตามบ้านเรือนไม่ค่อยนิยมใช้กระเบื้องยางปูพื้นกันมากนักเนื่องด้วยเหตุผลข้างต้น และมีวัสดุปูพื้นชนิดอื่นให้ใช้ แทนได้หลายอย่างแต่ก็ยังคงมีใช้กันบ้างพอสมควรตามตึกแถวหรือสำนักงานที่ต้องการความประหยัดและไม่เน้นความหรูหรามากนัก

พื้นหินแกรนิตและหินอ่อน

วัสดุปูพื้นที่ทำจากหินแกรนิตและหินอ่อนเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมมากอีกชนิดหนึ่ง ถึงแม้จะไม่สามารถพบเห็นในบ้าน เรือนแทบทุกหลังเหมือนเช่นพื้นทดแทนกันได้ ทั้งหินแกรนิตและหินอ่อนมีจุดเด่น คือ ให้ความสวยงาม หรูหรา มีขนาด สีสัน และ ลวดลายต่างๆ ให้เลือกมากมายทั้งของในประเทศและจากต่างประเทศ มีความแข็งแกร่งทนต่อการขีดข่วน โดยเฉพาะหินแกรนิต จะมีความแข็งแกร่งมากกว่า วนาน ดูแลรักษาง่าย ให้ความประณีตสวยงามเนื่องจากแนวเส้นรอยต่อ ระหว่างแผ่นมีขนาดเล็ก สามารถใช้ปูได้ทั้งพื้นภายในบ้าน พื้นภายนอกบ้าน พื้นห้องน้ำ รวมทั้งใช้บุผนังหรือปูเคาน์เตอร์มักใช้ใน บ้านเรือนที่ราคาแพงและต้องการความหรูหรา ข้อเสียของวัสดุชนิดนี้ คือมีราคาแพง ให้ความรู้สึกที่แข็งกระด้างไม่นุ่มนวล จึงไม่ค่อย มีผู้นิยมใช้ปูพื้นห้องนอนนอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องความลื่นเมื่อถูกน้ำ จึงต้องระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยด้วย

พื้นกระเบื้องหินขัด

ในสมัยก่อนตามอาคารบ้านเรือนโดยเฉพาะตึกแถวนิยมทำพื้นหินขัดกันเนื่องจากแลดูสวยงาม ทำความสะอาดง่าย และ เปียกน้ำได้ กรรมวิธีในการทำพื้นชนิดนี้ก็ได้แก่ การใช็ซีเมนต์ขาวผสมกับสี และกรวดหรือหินที่มีขนาดและสีสันต่างๆ เทหล่อผิวพื้น คอนกรีตเพื่อให้เกิดลวดลายและสีสันของพื้นตามต้องการ เมื่อซีเมนต์แข็งตัวได้ที่แล้วก็จะใช้เครื่องมือขัดผิวพื้นดังกล่าวจนเรียบลื่น ลวดลายและสีสันต่างๆ ในเนื้อซีเมนต์จะปรากฎเด่นชัดออกมา ในปัจจุบันได้มีการผลิตพื้นหินขัดดังกล่าวออกมาในลักษณะที่เป็นแผ่นสำเร็จรูปคล้ายกับแผ่นหินอ่อน มีสีสันและลวดลาย ต่างๆ ให้เลือก ขึ้นอยู่กับชนิดของหิน ขนาดของหิน และสีที่ผสมลงไป เพื่อให้เกิดความสะดวกในการนำมาปูพื้นและทำให้สามารถออก แบบสลับลวดลายต่างๆ ได้ จึงไม่จำเป็นต้องเทหล่ออยู่กับที่ดังเช่นสมัยก่อน นอกเสียจากว่าต้องการ ลวดลายและการสลับสีที่เป็นแนว เส้นโค้งหรือรูปแบบแปลกๆ ก็อาจจะต้องใช้วิธีหล่อผิวพื้นอยู่กับที่แบบสมัยก่อน ปัจจุบันตามบ้านเรือนทั่วไป ไม่ค่อยนิยมทำพื้นหินขัดกันแล้ว เพราะมีวัสดุทดแทนที่ให้ความสวยงามหรูหราและดูมีรสนิยม กว่า ได้แก่ หินธรรมชาติและกระเบื้องเคลือบ อีกทั้งการออกแบบลวดลายและสีสันให้แก่พื้นหินขัดก็ทำได้อย่างจำกัด แต่ก็ยังสามารถ พบเห็นพื้นหินขัดได้ตามห้างสรรพสินค้าและศูนย์การค้าต่างๆ เนื่องจากให้ความแข็งแรง ดูแลรักษาง่าย และราคาไม่แพง

พื้นคอนกรีตบล็อก

พื้นคอนกรีตบล็อกเป็นพื้นคอนกรีตสำเร็จรูปที่ใช้ในการปูถนน ทางเดินหรือพื้นโรงรถ มีลักษณะเป็นก้อนคอนกรีตหนา มีรูปทรงและสีสันต่างๆ เวลาปูพื้นสามารถนำคอนกรีตบล็อกที่มีรูปทรงและสีสันต่างๆ มาเรียงสลับหรือเรียงต่อกันให้เป็นลวดลายสลับ สีสวยงามโดยแต่ละก้อนจะวางเข้ามุมกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย และการวางสามารถวางบนพื้นดินหรือพื้นทรายที่มีการปรับระดับ และอัดแน่นแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเทพื้นคอนกรีตรองรับข้างใต้ สามารถใช้งานในลักษณะเดียวกันกับพื้นคอนกรีตได้ เมื่อเทียบกับพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กชนิดเทหล่อกับที่แล้ว พื้นคอนกรีตบล็อกมีข้อดี คือ ให้ความสวยงามโดยมีสีสันและ และลวดลายที่แปลกตา ทำง่ายและสะดวกเพียงแต่ปรับพื้นและวางคอนกรีตบล็อกลงไปเท่านั้น สามารถเปลี่ยนแปลงลวดลายได้เมื่อ ใช้ไปนานปี สามารถซ่อมแซมได้สะดวก เมื่อเกิดการชำรุดเพียงแต่เปลี่ยนคอนกรีตบล็อกก้อนที่ชำรุดเท่านั้น ส่วนข้อเสียที่พบก็คือ ไม่มีความคงรูปเมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่ง ผิวพื้นจะมีลักษณะเป็นคลื่นไม่ได้ระดับ เนื่องจากน้ำหนักที่กดทับ ในแต่ละจุดจะไม่เท่ากัน ยิ่งถ้ามีการปรับพื้นด้านล่างไม่ดีในตอนแรกแล้วอาจมีลักษณะเป็นหลุมเป็นบ่อเลยทีเดียวโดยเฉพาะบริเวณที่ต้องรับน้ำหนักมากๆ ทำให้ต้องมีการปรับระดับพื้นด้านล่าง อยู่เสมอจึงเป็นการไม่สะดวก อีกประการหนึ่ง พื้นคอนกรีตบล็อกมักจะสกปรกง่าย เนื่องจากดิน และทรายที่อยู่ด้านล่างจะถูกชะขึ้นมาเมื่อฝนตก ฉะนั้นการเลือกใช้พื้นคอนกรีตบล็อก มักจะให้ประโยชน์ในแง่ความสวยงามมากกว่า แต่ต้องคอยติดตามดูแลรักษาในภายหลัง ขณะที่การทำพื้นคอนกรีตเสริมเหล็กแบบหล่ออยู่กับที่จะให้ความคงทนแข็งแรงและการใช้ สอยที่สะดวกสบายมากกว่า

เนื่องจากงานปูพื้นมีความหลากหลายทั้งในแง่ของรูปแบบ การใช้งาน และวัสดุปูพื้นที่ใช้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของ วัสดุปูพื้นที่มีจำหน่ายอยู่ตามท้องตลาดซึ่งมีให้เลือกอย่างมากมาย และวัสดุแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ในการเลือก วัสดุปูพื้นสำหรับบ้านแต่ละหลังจึงมีแง่มุมต่างๆ อยู่มากมายที่ต้องนำมาพิจารณาเพื่อการเลือกวัสดุปูพื้นให้เหมาะสมกับความต้องการ และการใช้งาน

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการปูพื้นและการเลือกใช้วัสดุปูพื้น

1. การเลือกวัสดุปูพื้นไม่ควรจะมองในแง่ของความสวยงามเพียงอย่างเดียวแต่ควรมองในแง่ของประโยชน์ใช้สอยและการดู แลรักษาด้วย เช่น บริเวณที่อาจมีการเปียกน้ำได้ง่าย หรือมีความเสี่ยง ต่อการเกิดน้ำท่วมก็ไม่ควรปูพื้นด้วยพรมหรือไม้ปาร์เกต์ บริเวณที่จะต้องถูกน้ำอยู่เสมอและเสี่ยงต่อการลื่นหกล้มเช่นห้องน้ำก็ไม่ควรปูพื้นด้วยหินหรือกระเบื้องที่มีผิวลื่นเป็นมัน หรือบริเวณ ที่อาจเลอะเทอะเปรอะเปื้อนได้ง่ายหรือเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยเช่นห้องครัวก็ไม่ควรปูพื้นด้วยพรมเพราะพื้นพรมทำความสะอาดยาก และติดไฟง่าย เป็นต้น
2. กระเบื้องเคลือบสำหรับปูพื้นหรือบุผนังตามท้องตลาดจะมีอยู่ 2 เกรดเนื่องจากการควบคุมคุณภาพในการผลิตกระเบื้องทำ ได้ยาก ดังนั้นจะมีกระเบื้องบางส่วนที่มีคุณภาพด้อยกว่ามาตรฐานในทุกๆ รุ่น ของการผลิต กระเบื้องที่มีคุณภาพดี มีขนาด รูปทรง สีสัน และลักษณะผิวตามที่กำหนดจะถูกคัดไปไว้เป็นกระเบื้องเกรด A ส่วนกระเบื้องที่มีขนาด รูปทรง และสีสันที่ผิดเพื้ยนไปบ้าง หรืออาจมี รอยตำหนิที่ผิวกระเบื้องบ้างแต่มิได้เกิดการแตกหักชำรุดจะถูกคัดไว้เป็นกระเบื้องเกรด B ซึ่งมีราคาถูกกว่า เวลานำไปปูพื้นต่อเนื่อง กัน การใช้กระเบื้องเกรด A จะให้สีสันและแนวรอยต่อของ เส้นที่สม่ำเสมอกว่าและให้พื้นผิวที่ดูเรียบร้อยกว่าการใช้กระเบื้องเกรด B มาก เวลาดูบ้านหรือตรวจสอบการก่อสร้างบ้านจึงควรตั้งข้อสังเกตในเรื่องนี้ด้วยว่ามีการนำกระเบื้องคนละเกรดมาใช้แทนกันบ้างหรือ ไม่
3. ในกรณีที่มีการปูกระเบื้องเคลือบในห้องน้ำ ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นการปูกระเบื้องพื้นและบุกระเบื้องผนังควบคู่กันไป การปู กระเบื้องดังกล่าว มักจะต้องวางแนวรอยต่อของกระเบื้องปูพื้น และกระเบื้องบุผนัง ให้เป็นแนวเดียวกันเพื่อความสวยงาม การเลือก กระเบื้องปูพื้นและกระเบื้องบุผนังควรจะใช้กระเบื้องยี่ห้อเดียวกันหรือถ้าจะใช้กระเบื้องต่างยี่ห้อกันเนื่องจากต้องการเลือกสีสัน และ ลวดลายที่ถูกใจก็ควรจะมี การทดสอบเปรียบเทียบตัวอย่างก่อนว่า กระเบื้องทั้ง 2 ยี่ห้อที่จะนำมาปูด้วยกันนั้นมีขนาดเท่ากันหรือไม่ เมื่อ นำมาปูแล้วสามารถรักษาระยะของรอยต่อ และความต่อเนื่อง ของแนวเส้นให้ดูสวยงาม กลมกลืนกันได้หรือไม่ เพราะมีอยู่บ่อยครั้งที่ผู้ ปลูกบ้านนำกระเบื้อง 2 ยี่ห้อมาใช้ด้วยกันโดยไม่ได้เทียบขนาดก่อน ปรากฎว่ากระเบื้องทั้ง 2 ยี่ห้อมีขนาดผิดเพี้ยนกันมากถึงแม้ว่า จะมีการระบุขนาดโดยทั่วไปว่าเป็นขนาดเดียวกันก็ตามทำให้ไม่สามารถรักษาความกว้างของรอยต่อและความต่อเนื่องของแนวเส้นไว้ ได้เมื่อนำมาปูพื้นและบุผนังเรียงกัน ผลงานที่ออกมาจึงดูไม่สวยงาม
4. ในกรณีที่มีการปูกระเบื้อง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบสีสัน หรือลวดลายใดก็ตามควรจะมีการเก็บกระเบื้องแต่ละอย่างสำรองไว้ บ้างประมาณ 3-5 % ของกระเบื้องชนิดนั้นที่นำมาใช้ เพราะกระเบื้องทุกชนิด มีโอกาสที่จะแตกชำรุดได้เมื่อถูกกระทบกระแทกโดย เฉพาะบริเวณที่มีการใช้งานมากอาจมีการชำรุดบ่อย หรือกระเบื้องที่มีลวดลายสีสันแปลกๆ อาจจะต้องเก็บสำรองไว้มากสักหน่อย เพราะถ้าอนาคตผู้ผลิตเลิกผลิตกระเบื้องชนิดนั้นแล้วจะไม่สามารถหากระเบื้องที่เข้าชุดกันสำหรับใช้ในการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนแทน กระเบื้องที่ชำรุดได้
5. ในกรณีของการปูพื้นปาร์เกต์ พื้นคอนกรีตด้านล่างจะต้องได้ระดับและมีความเรียบเสมอ และก่อนการปูพื้นปาร์เกต์จะ ต้องทำความสะอาดผิวพื้นเดิมและสกัดเศษปูนตามผิวพื้นออกให้หมด เพื่อให้ชิ้นไม้ปาร์เกต์สามารถวางได้แนบสนิทกับผิวพื้นคอน กรีต ไม่เกิดการกระดกหรือเกิดช่องว่างขึ้นด้านล่าง เพราะการปูปาร์เกต์จะใช้กาวเป็นตัวยึดระหว่างพื้นคอนกรีตและชิ้นไม้เท่านั้น ถ้าการปูไม่แนบจะทำให้การเกาะยึดไม่แข็งแรงอาจเกิดการหลุดล่อนได้ง่าย อีกประการหนึ่งหลังจากการปูพื้นปาร์เกต์แล้วจะต้อทิ้งไว้ ประมาณ 2 สัปดาห์ ก่อนทำการขัดผิว เพื่อให้กาวแข็งตัวเต็มที่ถ้าเร่งงานในช่วงนี้เกินไป อาจทำให้พื้นที่ปูไว้เกิดการหลุดล่อนได้เช่นกัน
6. ไม้ปาร์เกต์ตามท้องตลาดนอกจากจะใช้วัสดุจากไม้หลายชนิดแล้ว ยังมีการแบ่งเกรดต่าง ๆ ตามคุณภาพของไม้ด้วย ปาร์เกต์ที่มีคุณภาพดีจะมีเนื้อไม้ที่อยู่ในสภาพดี มีรอยแตกหรือบิ่นน้อย มีตาไม้น้อย มีลายไม้น้อย มีลายไม้และสีสันสวยงาม ไม้ดัง กล่าวอาจระบุเป็นเกรด AAA หรือ AA ส่วนไม้ที่มีคุณภาพรองลงไปก็อาจจะระบุเป็นเกรด A หรือ B ซึ่งไม้ปาร์เกต์ต่างเกรดกันจะมี ราคาที่แตกต่างกันมากพอสมควร ไม้ชนิดเดียวกันและเกรดเดียวกันแต่มาจากคนละแหล่งก็ยังอาจมีคุณภาพไม่เท่ากันได้ ฉะนั้นการ เลือกไม้ปาร์เกต์นอกจากจะต้องดูเกรดแล้ว ยังต้องดูตัวอย่างสภาพจริงของไม้และแหล่งที่มาประกอบกันด้วย
7. การใช้ไม้ปาร์เกต์ปูพื้นถึงแม้จะเลือกใช้ไม้ในเกรดที่มีคุณภาพดีก็ตามเนื่องจากไม้ที่นำมาใช้ปูพื้นในแต่ละบ้านมีจำนวน มากชิ้นย่อมมีชิ้นไม้ที่มีคุณภาพไม่ดีหรือมีลวดลายสีสันที่ไม่สวยงามปนเข้ามาด้วย ช่างปูพื้นปาร์เกต์ที่มีความประณีตอาจช่วยได้โดย การคัดชิ้นไม้ที่มีคุณภาพดีและสวยงามนำไปปูพื้นในห้องที่มีการใช้งานบ่อยหรือต้องการออกหน้าออกตา เช่น ห้องรับแขกหรือห้องชั้น ล่าง ขณะที่นำชิ้นไม้ที่มีคุณภาพด้อยกว่าปูไว้ในห้องนอนชั้นบนหรือในบริเวณที่คาดว่าจะวางตู้หรือเตียงทับลงไป เช่นนี้ภาพลักษณ์ที่ ปรากฎโดยรวมก็จะดูดีและสวยงามมากขึ้นโดยที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เพียงแต่ลงแรงเพิ่มขึ้นบ้างเท่านั้น ซึ่งการแก้ปัญหาในกรณีนี้จะ สำเร็จลงด้วยดีก็ต้องอาศัยเจ้าของบ้านและผู้รับเหมาที่คอยสอดส่องดูแลและพูดคุยขอความร่วมมือจากช่างปูปาร์เกต์ก่อนที่จะทำการ ปูลงไป แต่สำหรับบางคนที่ไม่มีเวลาหรือไม่พิถีพิถันในสิ่งเหล่านี้ก็อาจจะปล่อยเลยตามเลย เพราะผลเสียที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงแง่ความ สวยงามเท่านั้น