หญ้านวลน้อย (Manila Grass)
หญ้านวลน้อย เป็นหญ้าพื้นเมืองของไทย เป็นหญ้าที่นิยมปลูกกันมาก สามารถขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นดินเหนียวหรือดินปนทราย และยังปรับตัวกับสภาพแวดล้อมได้ดีได้ง่าย นอกจากนี้ยังทนต่อร้อนและแห้งแล้ง หรือที่น้ำท่วมขังแฉะได้เป็นครั้งคราว จึงนิยมปลูกกันมาก
เป็นหญ้าที่จัดอยู่ในประเภทใกล้เคียงกับหญ้าญี่ปุ่น แต่มีใบกว้างกว่า และการเจริญเติบโตเร็วกว่า ใบไม่แข็งกระด้างเหมือนหญ้าญี่ปุ่น หญ้าชนิดนี้ขึ้นง่ายและเจริญเติบโตเป็นแผ่นได้เร็วพอสมควร แต่ช่อดอกค่อนข้างยาวและเห็นได้ชัด ซึ่งจะขอกล่าวถึงลักษณะต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
1. ลำต้น จะตั้งและแข็งแรง มีลำต้นใต้ดินมาก ปลูกง่ายแตกกอได้เร็ว มีปล้องสั้น และลำต้นยืดหยุ่นตัวดี
2. ใบมีขนาดปานกลาง สีเขียวอ่อน ใบจะยืดหยุ่นตัวดีเช่นกันในเวลาที่เหยียบย่ำ แวลาเดินแล้วจะนุ่มเท้า ขึ้นคลุมดินได้แน่นดี ใบนุ่มกว่าหญ้าญี่ปุ่น และไม่ระคายผิวหนัง เมื่อตัดเรียบร้อยแล้วดูกล้ายพรม
3. ช่อดอกค่อนข้างยาว และดอกมีสีน้ำตาลดำเห็นได้ชัดในเวลาออกดอก
หญ้านวลน้อยนี้ ชอบขึ้นในที่กลางแจ้ง แต่ในที่ร่มมีแดดพอเพียงก็สามารถขึ้นได้ ถ้าไม่ตัดหญ้านี้เลยจะสูงประมาณ 6 นิ้ว
เป็นหญ้าที่ทนต่อการเหยียบย่ำ ทนต่อความแห้งแล้งหรือน้ำขังแฉะเป็นครั้งคราว ตลอดจนทนต่ออุณภูมิสูงได้ดี แต่ในฤดูแล้งต้องหมั่นรดน้ำอยู่เสมอมิฉะนั้นใบจะเหลืองแต่ไม่ถึงตาย นอกจากนี้ทนต่อดินเค็มได้บ้าง รวมทั้งยังต้านทานต่อโรงแมลงได้ดี
ใช้ทำสนามหญ้าทั่วไป เช่น สนามกีฬา สนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ สถานที่ราชการ สวนหย่อมในบริเวณบ้าน โรงแรม สวนอาหาร บริษัทร้านห้างใหญ่ ๆ ในสนามกอล์ฟ ใช้ทำกรีน (Green) ซึ่งเป็นที่ตีลูกกอล์ฟลงหลุม ใช้ทำบริเวณ (Tee) ซึ่งเป็นที่เริ่มต้นตีกอร์ฟ ตลอดจนปลูกบนทางตีกอล์ฟ (Fair Wap) นอกจากนี้ยังใช้ในการจัดสวนทั่ว ๆ ไป เพราะเป็นหญ้าที่ทนการเหยียบย่ำ รวมทั้งเป็นหญ้าที่ดูแลรักษาง่าย กว่าหญ้าชนิดอื่น ๆ ถึงแม้จะปล่อยปละละเลยไปบ้าง เมื่อกลับมาดูแลรักษาใหม่ ก็ยังจะได้สนามหญ้าที่มีคุณภาพดีเหมือนกัน
การตัดหญ้า
ควรตัดในระยะ 0.75 - 1.5 นิ้ว โดยตัดทุก ๆ 1 - 2 สัปดาห์ เพราะด้วยเหตุที่ว่าหญ้านี้จะมีช่อค่อนข้างยาว ดอกมีสีน้ำตาลออกดก จึงทำให้สนามหญ้าไม่สวยในเวลาออกดอก จำเป็นต้องคอยระวังกำจัดช่อดอกให้หมดในช่วงฤดูกาลออกดอก เครื่องตัดหญ้าทั่ว ๆ ไปก็ใช้ได้ แม้กระทั่งกรรไกร หรือรถเข็นหญ้าก็ได้
การขยายพันธุ์
ใช้ลำต้นปลูก เพราะขยายพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็ว เป็นหญ้าที่มีเมล็ดน้อย จึงไม่มีผู้ผลิตเมล็ดจำหน่าย
ข้อดี เป็นหญ้าที่ปลูกใช้ประโยชน์ได้ทั่วไป ใบมีขนาดกลางและนุ่มเท้า ทนต่อการเหยียบย่ำ ทนแล้ง และทนร่มบ้าง การดูแลรักษาก็ง่ายกว่าหญ้าชนิดอื่น ๆ
ข้อจำกัด ถ้าปล่อยให้หญ้าออกดอก ดอกของหญ้าเมื่อแก่จะเป็นสีดำ ดูแล้วสนามไม่สวย ถ้าปลูกในที่ร่มเงามากเกินไปจะไม่ได้ผล เพราะต้นหญ้าจะยาวมาก
ข้อแนะนำ ควรตัดหญ้าตามกำหนด ไม่ควรปล่อยให้มีดอก
หญ้าญี่ปุ่นนี้ มีถิ่นกำเนิดในแถบแมนจูเรีย ซึ่งบางที่ก็เรียก Kerean Lawngrass เนื่องจากมีการนำเมล็ดเข้าไปในสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2473 แต่ภายหลังนิยมเรียกกันว่า japanese Lawngrass มากกว่า ซึ่งก็คงเนื่องจากอิทธิพลของการจัดสวนญี่ปุ่น ที่ใช้หญ้าชนิดนี้ เป็นส่วนประกอบใหญ่ ก็เลยเรียกว่า หญ้าญี่ปุ่น ติดปากกันมาทุกวันนี้เป็นหญ้าที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อน แต่สามารถเจริญเติบโตได้ในเขตหนาวและแห้งแล้ง ซึ่งมีการเจริญเติบโตดีพอสมควร แต่ปลูกในที่ชื่นหรือที่เฉาะไม่ดีนัก กล่าวคือ สามารถทนร่มได้ 50 % ในดินเค็มก็พอจะปลูกได้แต่ก็ไม่ดีนัก ดินที่เหมาะสมกับหญ้านี้ควรมีความเป็นกรดเป็นด่าง pH ประมาณ 6 - 7 และหญ้าก็ยังชอบขึ้นในดินเหนียวด้วย
หญ้าญี่ปุ่นมี 2 ชนิด
1. ชนิดใบกว้าง จะมีใบประมาณ 4 มิลลิเมตร
2. ชนิดใบกลม ใบเล็กและละเอียดกว่า ซึ่งเป็นที่นิยมปลูกในประเทศไทยมาก
ลักษณะของหญ้าญี่ปุ่น
ลำต้น เป็นพวกเลื้อยตามดิน และลำต้นจะตั้งแข็งทั้งลำต้นบนดิน และลำต้นใต้ดิน
ใบ ใบสีเขียวเข้ม ใบเล็กละเอียดกลมแข็ง ปลายใบแข็งและแข็งกระด้างเวลาสัมผัสจะระคายผิวหนัง ขอบใบเรียบไม่มีขน
ดอก ช่อดอกสั้น ดอกเล็ก และมีสีน้ำตาลออกดำ ดอกจะรวมกันแน่นบนก้านดอก ดอกจะบานจากส่วนล่างขึ้นบน
หญ้าญี่ปุ่นนี้ ต้องการน้ำมาก และการเจริญเติบโดช้า ต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีกว่าจะขึ้นเต็มสนาม ถ้าแห้งแล้งนาน ๆ หรือขาดน้ำใบจะเหลืองทันที
เป็นหญ้าที่ทนต่อการเหยีบย่ำพอสมควร และไม่ค่อยยืดหยุ่นตัวเหมือนหญ้านวลน้อย
เป็นหญ้าที่ต้องการปุ๋ยไม่มากนัก ทนต่ออากาศหนาวได้ดี อาจทนได้ถึงประมาณ 10 - 20 องศาฟาเรนไฮด์ ทนต่อโรคหรือแมลงต่าง ๆ ได้มากกว่าหญ้าชนิดอื่น
หญ้าญี่ปุ่นนี้เจริญเติบโตช้า แต่เมื่อขึ้นแล้วจะหนาแน่นมาก ขึ้นคลุมดินวัชพืชไม่สามารถขึ้นแข่งได้ การแต่งไม่บ่อยนัก เพราะเจริญเติบโตช้า ถ้าปล่อยไว้นาน ๆ ก็จะเป็นกระจุก การตัดแต่งลำบาก
การตัดแต่ง
หญ้าชนิดนี้จำต้องตัดให้สั้นประมาณ 0.5 - 1.0 นิ้ว โดยตัดทุก ๆ 5 - 10 วัน ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานวัน หญ้าจะขึ้นเป็นจุก เมื่อตัดหญ้าจะมีสีเหลืองเป็นหย่อม ๆ มองดูแล้วหน้าเกลียด ไม่สวยงาม ซึ่งเป็นข้อเสียของหญ้าชนิดนี้ เนื่องจากหญ้าญี่ปุ่นมีลำต้นและใบแข็งกระด้างมาก ดังนั้นการใช้เครื่องตัดหญ้าต้องมีกำลังสูงและมีใบมีดที่คมมาก ใช้กรรไกรดัตไม่กี่วันก็หมดแรง เพราะมันขึ้นเป็นกระจุกทำให้ตัดยาก ลำต้น และใบก็เหนี่ยวด้วย ซึ่งทำให้กินแรงใน การตัดมาก แม้กระทั่งใช้ เครื่องตัดหญ้า ก็ต้องลับมีดบ่อยครั้ง เพื่อให้คมอยู่เสมอ
การขยายพันธุ์
สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด และใช้ส่วนต่าง ๆ ปลูก เช่น ลำต้น เหง้า ไหล แต่นิยมกันมากก็ใช้ส่วนต่าง ๆ โดยปลูกแยกต้นปลูก การปลูกเป็นกระจุก และการปูเป็นแผ่น ๆ ส่วนการปลูกด้วยเมล็ดไม่นิยมเพราะการเจริญเติบโตช้ามาก
ข้อดี เป็นหญ้าที่เล็กมองดูแล้วสวยงามดี เหมาะสำหรับปลูกเป็นสวนหย่อม และพื้นที่ก็ควรไม่กว้างมากนัก และใช้ปลูกในบริเวณที่เป็นทางเข้าได้ดี เพราะสามารถป้องกันและควบคุมไม่ให้บุกรุกบนทางเท้าได้ง่ายกว่าหญ้าชนิดอื่น
ข้อจำกัด ใบหญ้าจะแข็งกระด้าง และปลายใบเล็กเรียวแหลม ทิ่มตำระคายผิวหนัง การตัดลำบากและกินแรงมาก
หญ้ามาเลเชีย
หญ้ามาเลเชีย มีด้วยกัน 2 ชนิด
1. Common Carpet Grass
เป็นหญ้าดั้งเดิมของอเมริกา ในแถบร้อน ซึ่งก็ปลูกกันทั่ว ๆ ไปในเขตร้อน และร้อนชื้น ใบกว้างประมาณ 2 - 6 มิลลิเมตร มีจำกัด คือ ช่อดอกย่อย จะมีลักษณะรูปไข่ปลายจะแหลม
2. Tropical Carpet Crass
เป็นหญ้าที่ขึ้นอยู่ในแถบอเมริกากลาง อเมริกาตอนใต้ แถวเม็กซิโก บราซิล และหมู่เกาะอินเดียตะวันออก แล้วนำมาปลูกในเขตร้อน ทนต่อ อุณหภูมิต่ำสู้ไม่ได้ แต่ก็ สามารถปรับตัวได้ดีในดินที่แห้งแล้ง มีใบกว้างประมาณ 2.0 - 2.5 มิลลิเมตร ใบมีขน ช่อดอกย่อย จะเป็นรูปไข่และแหลม หญ้ามาเลเชียชนิดนี้ นิยมปลูกในประเทศไทย
สำหรับในเมืองไทยปลูกกันมานานแล้วในสวนยางพาราภาคใต้ ติดกับประเทศมาเลเชีย ซึ่งเราเรียกกันว่า หญ้าเห็บ และในบางท้องที่ก็เรียกว่า หญ้าไผ่ แต่เมื่อก่อน จะมีการปลูกขาย ก็ได้ตั้งชื่อเสียใหม่ว่า หญ้ามาเลเชีย จนติดปากกัน มาถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็คิดว่าผู้ที่ปลูกขาย คงต้องการให้เห็นว่ามาจากเมืองนอก เพื่อให้ถูกใจคนไทย ที่นิยมของเมืองนอก เพื่อให้ขายได้ง่ายและได้ราคาสูง ซึ่งก็เป็นจริงตามที่คิดไว้
ลักษณะ
ลำต้น จะแบนและมีลำต้นบนดินแตกออกทั้ง 2 ข้างของลำต้น ลำต้นบนดินไม่ยาวนัก รากจะแตกออกจากข้อของลำต้นบนดิน ที่เรียกว่า ไหล เมื่อไหลนี้สัมผัสกับดินรากและลำต้นใหม่ก็จะแตกออกจากข้อของไหล แล้วเจริญเติบโตแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
ใบ ใหญ่กว่าใบหญ้าทุกชนิด ใบมีสีเขียวอ่อน มีรากตื้น ตัวใบแบน ตรงกลางใบจะหักพับคล้ายหลังคาบ้าน ขอบใบมีขนตั้งแต่ข้อต่อระหว่างตัวใบกับก้านใบจนถึง ยอดของใบในใบแก่จะมีขนเห็นได้ชัดเจนกว่าใบอ่อน และใบอ่อนจะเห็นเป็นคลื่นมากกว่าใบแก่ ขนที่ใบจะอยู่ด้านหน้าใบ ส่วนทางหลังใบจะเป็นมันไม่มีขน เส้นกลางใบทางด้านหลังจะนูนเด่นชัดเจน ยอดใบแหลมมน
ดอก ช่อดอกเกิดจากปล่องสุดท้ายของลำต้น มี 3 - 5 ช่อ ดอกย่อยเป็นรูปไข่แหลม ยาวประมาณ 2.0 - 2.5 ซม.
ในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางก็สามารถขึ้นได้ดี และสามารถขึ้นได้ดีในสถานที่ที่มีแสงน้อยหรือร่มรำไร เช่น บริเวณชายคาบ้าน และอาคารหรือใต้ต้นไม้ที่มีแดดรำไร
ไม่ชอบที่น้ำขังแฉะ ถ้าน้ำขังแฉะต้นจะแคระแกร็น ใบจะเหลืองและตายได้ การเจริญเติบโตได้ดี และมีรากแน่นถ้าปลูกในที่มีแสงน้อย ถ้าปลูกในที่มีแสงแจ้งมีแดดจัด จะทำให้ต้นแคระ ข้อปล้องจะสั้นมีสีแดง ส่วนใบก็จะเล็กลงและมีสีแดงด้วย
หญ้านี้มีความต้องการน้ำมาก ซึ่งก็เนื่องจากมีใบใหญ่ จึงมีการคายน้ำมาก ในฤดูแล้ง ถ้าหากขาดน้ำไใบจะเหลือง และชงักการเจริญเติบโต และไม่ทนต่อการเหยียบย่ำ
หญ้ามาเลเชียนี้ไม่ต้องการการเอาใจใส่มากนัก และไม่ต้องตัดบ่อย ๆ เหมือนหญ้าอื่น ๆ นิยมใช้เป็นหญ้าคลุมหญ้าคลุมวัชพืชในสวนยาง สวนผลไม้ทางภาคใต้ เพราะขึ้นได้แน่นดี วัชพืชอื่น ๆ ไม่มีโอกาสขึ้นแซมได้
ประโยชน์ หญ้ามาเลเชียเป็นหญ้าที่ใช้ทำ สนามหญ้า และจัดสวนหย่อม เช่นเดียวกับ หญ้าชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะในที่ร่มร่ำไร สามารถเจริญ เติบโต ได้ดีในที่มี ความอุดม สมบูรณ์ต่ำ ไม่ทนต่อดินเค็ม หญ้ามาเลเชียที่ใช้ปลูกโดยเมล็ด จะสามารถ ป้องกัน การพังทะลายของดิน ในที่มีความลาดชันสูงได้ดีเช่นกัน ทนต่อดินเป็นกรดที่มี pH ประมาณ 4.5 - 5.5 เป็นหญ้าที่ชอบความชื้นสูง ปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด
การตัดหญ้า ควรตัดในระยะ 1 - 2 นิ้ว โดยตัดทุก ๆ 10 - 15 วัน เครื่องตัดหญ้า สามารถใช้ได้ทุกชนิด รวมทั้งกรรไกร ก็ตัดได้ไม่กินแรง มากนักเหมือนกับหญ้าญี่ปุ่น
การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์ได้ดีและเร็วในฤดูฝน มีการขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด และการใช้ส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะลำต้นเป็นกระจุก แบบปูเป็นแผ่น การปลูกด้วยเมล็ดจะลงทุนน้อย โดยการใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตรา 3 - 4 ปอนด์ ต่อเนื้อที่ 1,000 ตารางฟุต
ข้อดี
เป็นหญ้าที่เหมาะสำหรับปลูกในที่ร่มร่ำไร หรือมีแสงน้อยได้ดี ต้องการการดูแลรักษาต่ำ
ข้อจำกัด ถ้าปลูกในดินที่มีสภาพเหมาะสมสามารถเจริญเติบโตได้เร็วมาก ใบและกิ่งก้านจะหนาอวบใหญ่ เมื่อตัดต้นหญ้าแล้ว จะเป็นเสี้ยนดูไม่สวยงาม เมื่อปลูกรวมกับหญ้าชนิดอื่น ก็จะลามเข้าไปทับหญ้าชนิดอื่นตายได้ เป็นหญ้าที่ต้องการน้ำมาก และต้องมีความชื่นสม่ำเสมอ ถ้าปลูกในที่กลางแจ้งก็ปลูกได้ แต่ต้องให้น้ำมากกว่าปกติ และใช้เป็นหญ้าที่เหยียบย่ำมากไม่ได้ เพราะเมื่อเหยียบย่ำมาก ๆ ก็ฟื้นตัวช้า
หญ้าฟลอริด้า
หญ้าชนิดนี้ มีถิ่นกำเนิดที่สถานีกสิกรรมจอร์เจีย รัฐจอร์เจีย สหรัฐอเมริกา โดยผสมพันธุ์ ระหว่างหญ้าแพรกธรรมดา กับ หญ้าแพรกอัฟริกัน หรือที่เรียกว่า หญ้าฟลอริด้า โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อใช้ทำกรีน (Green) ในสนามกอร์ฟและในสนามกีฬาที่ดีมาก เพราะเป็นหญ้าที่มีใบละเอียด ข้อปล้องสั้น ไม่มีดอก ทนต่อการเหยียบย่ำและฟื้นตัวได้เร็ว ทางสถานี กสิกรรมจอร์เจีย ได้นำออกมาส่งเสริมเผยแพร่ให้ประชาชนปลูกเมื่อ พ.ศ. 2499
ในเมืองไทยเรียกหญ้าชนิดนี้ว่า หญ้าทิฟกรีน เพราะจะได้ตรงกับ วัตถุประสงค์ที่ตั้งชื่อว่า เพื่อทำกรีนบนสนามกอร์ฟ ซึ่งจะเหมาะสมและเข้าใจง่ายกว่า หญ้าทิฟกรีน นี้ เก็บลักษณะของหญ้าแพรกไว้ได้เกือบทั้งหมด
ลักษณะทั่วไป
ลำต้นเล็กมีข้อปล้องสั้น มีลำต้นใต้ดิน การเรียงตัวของปล้องจะสั้นยาวสลับกันไป
ใบสีเขียวออกเข้ม ใบเล็กละเอียดและอ่อนนุ่มเมื่อสัมผัส
การออกดอก และเมล็ดน้อยมาก หรือไม่มีเลย ถ้ามีไนโตรเจนต่ำก็จะออกดอกได้
การเจริญเติบโตเร็ว ทำให้หญ้าขึ้นแน่นสนาม สามารถทนต่อความแห้งแล้ง น้ำท่วม ทนต่อการเหยียบย่ำ และเมื่อเหยียบย่ำแล้ว หญ้าฟื้นตัวได้เร็ว
ต้องปลูกในที่กลางแจ้ง เพราะไม่สามารถขึ้นในที่มีแสงน้อยหรือแดดรำไรได้ ถ้าปลูกหญ้านี้ในที่ร่มหญ้าจะเหลืองตายในที่สุด
ระบบราก มีรากฝอยที่แย่กว้างลงไปในดินถึง 3 - 5 ฟุต จึงทำให้หญ้านี้ ทนต่อความ แห้งแล้ง ได้ดี เพราะสามารถดูดน้ำในระดับลึกได้ โดยเฉพาะดินร่วนรากจะลึก แต่ถ้าเป็นดินเหนียวรากจะไม่ลึกเท่าดินร่วน
หญ้านี้ชอบดินร่วน ที่มีออกซิเจนสูง และมีการระบายน้ำได้ดี
หญ้านี้สามารถตัดสั้นได้ ยังมีความทนทานต่อโรคด้วย
การปรับตัว
- ทนต่อความร้อนและแห้ง จะทนแล้งได้นาน เมื่อขาดน้ำก็จะไม่กระทบกระเทือนมากนัก เพราะหญ้านี้มีระบบรากลึก และทนต่อน้ำท่วมได้ ชั่วระยะหนึ่ง แต่ในน้ำที่ขังจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี อาจจะตายได้
- ทนต่อการเหยียบย่ำ และฟื้นตัวได้รวดเร็ว
- สามารถปลูกได้ในดินทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ดินเหนียวถึงดินทราย แต่ชอบดินร่วนที่มีการระบายน้ำดี ดดยเฉพาะดินร่วนปนทราย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์สูงและมีความชื้นค่อนข้างดี และดินควรมีความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 5.0 - 7.5 รวมทั้ง ยังทนต่อดินเค็ม ได้บ้างพอสมควร สามารถปลูกในบริเวณชายทะเลได้ ในที่น้ำขังแฉะจะเจริญได้ไม่ดี
การดูแลรักษาหญ้าชนิดนี้ ต้องดูแลดี ต้องเสียเวลาและแรงงานมาก และยังต้องการปุ๋ยไนโตรเจนสูง รวมทั้งการรักษาความชื้นของดิน ตลอดจนโรคแมลงต้องคอยดูแลรักษาบ่อย ๆ จึงจะทำให้สนามที่ปลูกหญ้าชนิดนี้สมบูรณ์และสวยงามหญ้าจะขึ้นหนาแน่นมาก มีความสม่ำเสมอและคุณภาพสูง
ประโยชน์
หญ้าทิฟกรีนเป็นหญ้าที่สวยงามใบละเอียดนิ่ม ใช้ปลูกเป็นสนามหญ้าได้เกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ สนามหญ้า สนามเด็กเล่น และสวนประดับ สวนญี่ปุ่นได้ดี แต่จะเหมาะสำหรับทำกรัน และทำที่บนสนามกอล์ฟ แต่ไม่นิยมทำสนามฟุตบอล หรือสนามกีฬาหนัก ๆ ประเภทอื่น เพราะไม่สามารถทนต่อการเหยียบย่ำหนัก ๆ จนเกินไปได้
การตัดหญ้า
การตัดหญ้าชนิดนี้ จะต้องตัดบ่อยครั้งมาก คือประมาณ 7 - 10 วันต่อครั้ง และจะต้องตัดหญ้าต่ำประมาณ 0.5 - 1.0 นิ้ว จึงจะทำให้สนามหญ้าสวยงาม เครื่องตัดหญ้าควรจะต้องมีกำลังดี และมีลูกกลิ้งด้วย ใบมีดต้องคม
การขยายพันธุ์
ใช้เฉพาะลำต้นปลูก ไม่ใช่เมล็ดเพราะหญ้านี้ไม่ค่อยออกดอก เนื่องจากเป็นหญ้าลูกผสม โดยปลูกแบบเป็นจุก หรือปูเป็นแผ่น ๆ ก็ได้
ข้อดี
เป็นหญ้าที่มีใบละเอียดเล็กและนิ่มเมื่อสัมผัส ใช้ปลูกเป็นสนามหญ้าทั่ว ๆ ไปได้ ซึ่งจะได้สนามหญ้าที่มีคุณภาพดี เพราะหญ้านี้เป็นดาราของหญ้าทำสนามทั้งหลาย
ข้อจำกัด
ม่เป็นที่นิยมของท้องตลาด หาซื้อได้อยากต้องสั่งซื้อลวงหน้า เพราะเมื่อแซะแล้วตัดเป็นแผ่นจะเหลืองง่าย ทำให้ราคาแพง
ปลูกในที่ร่มหรือในที่มีแสงรำไรไม่ได้ การดูแลรักษาให้ถูกวิธีจึงจะทำให้สนามหญ้าสวยงาม และต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำมากนักสนามหญ้าชนิดนี้ จึงใช้งานได้แคบกว่าหญ้าชนิดอื่น ๆ
หญ้านี้ เหมาะในการปลูกในเขตอบอุ่น และขึ้นได้ในดินทั่ว ๆ ไป แต่ดินที่เหมาะควรเป็นดินร่วนปนทราย มี pH ประมาณ 6 - 7 นอกจากนี้ยังสามารถทนต่อดินเค็มได้
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น มีขนาดปานกลาง มีการเจริญเติบโตทางลำต้นบนดินมากกว่าทางลำต้นใต้ดิน
ใบบางสีเขียวอ่อน มีใบขนาดปานกลาง และคล้ายใบใผ่ เส้นกลางใบแคบสีเขียวอ่อน เห็นเส้นกลางใบชัด ใบนิ่มเมื่อสัมผัส ปลายใบแหลม
ดอก มีช่อสีน้ำตาลยาวประมาณ 3 - 7 ซม. เห็นชัด ดอกเป็นสีน้ำตาล เมื่อดอกแก่จะกระจายตามลม และติดกับเสื้อผ้าได้ง่าย
หญ้านี้ชอบแสงแดดเต็มที่ ถ้าปลูกไว้ในที่แห้งแล้งไม่มีน้ำ ลำต้นและใบจะเป็นสีแดง การออกดอก การออกดอกจะมาก และดอกสีจะดำปกคลุ่มเต็มสนาม ถ้าปลูกหญ้าชนิดอื่น ๆ ไว้กับหญ้านวลจันทร์แล้ว จะประสบปัญหาคือหญ้านวลจันทร์จะไปขึ้นแซมและปกคลุมหญ้าอื่นเสียหายได้ จึงต้องควรระวังในข้อนี้
ไม่เหมาะสำหรับปลูกในที่ร่ม จะทำให้การเจริญเติบโตไม่ดี
ทนทานต่อความแห้งแล้งได้ดี และยังทนทานต่อการเหยียบย่ำ และฟื้นตัวเร็ว
ถ้าปล่อยไว้ไม่มีการตัดหญ้านี้จะสูงขึ้นในแนวตั้ง และแตกแขนงซึ่งจะมีลำต้นสูงถึงประมาณ 15 - 30 ซม.ได้
ประโยชน์
ผู้ปลูกทั่วไปมักไม่ค่อยนิยมปลูกหญ้าชนิดนี้ เพราะมีดอกและช่อดอกสีน้ำตาลเข้ม มองดูไม่สวยงาม และเจริญเติบโตได้เร็ว จึงกลายเป็นวัชพืชง่าย เมื่อปลูกรวมกับหญ้าอื่น ๆ แต่หญ้านวลจันทร์นี้เหมาะสำหรับปลูกในสนามที่ไม่ต้องการการดูแลรักษามาก และบริเวณสนามที่มีบริเวณกว้างมาก ถ้าปลูกหญ้าชนิดอื่นจะลงทุนสูง จึงเหมาะสำหรับสนามเด็กเล่น สวนสาธารณะ ที่มีการดูแลรัดษาต่ำ และยังเหมาะสำหรับการปลูกคลุมผิวดิน ตามไหลถนนต่าง ๆ และสนามกีฬา
การตัดหญ้า
การตัดหญ้าควรตัดประมาณ 1.0 - 1.5 นิ้ว และตัดทุก ๆ 1 - 2 อาทิตย์ โดยเฉพาะช่วงฤดูการออกดอกหรือเมื่อมีอากาศแห้งแล้งหรือขาดน้ำ ต้องตัดในช่วงนี้บ่อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ออกดอก และปลิวกระจายไปปะปนหับหญ้าอื่นที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
การขยายพันธุ์
หญ้านวลจันทร์นี้มีใบหยาบกว่าหญ้านวลน้อย และสีของใบอ่อนกว่า นิยมใช้ทำสวนใหญ่ ๆ เช่นสนามฟุตบอล รักบี้ เป็นหญ้าที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว โดยเฉพาะฤดูฝนหาได้ง่าย และมีอยู่ทั่ว ๆ ไป ถ้าไม่ได้รับน้ำไม่เพียงพอใบและต้นจะมีสีแดง การขยายพันธุ์ โดยการเก็บเมล็ดไปปลูกได้ หรือแซะต้นไปปลูกเป็นจุกไม่มีขายในท้องตลาด แต่สามารถหาได้ง่ายตามริมถนน
ข้อดี
ปลูกง่าย ดูแลรักษาน้อย เจริญเติบโตได้ดี คลุมผิวดินได้ดี
ข้อจำกัด
ออกดอกสีน้ำตาลเข้มทำให้สนามดูไม่สวย เวลาแห้งหรือมีน้ำไม่เพียงพอ ลำต้นและขอบใบจะเป็นสีแดง การขยายพันธ์ด้วยเมล็ดจะเร็ว เพราะสามารถปลิวไปตามลม และติดไปกับเสื้อได้ จึงกลายเป็นวัชพืชได้ในที่สุด
ข้อแนะนำ
ถ้าเป็นสถานที่กว้าง ๆ และมาก ๆ ให้ปลูกหญ้านวลจันทร์เพียงชนิดเดียว มิฉะนั้นแล้วหญ้านวนจันทร์ก็อาจจะแพร่กระจายไปรบกวน
หญ้าแพรก (ฺBermuda Grass)
เป็นหญ้าที่รู้จักกันมานานแล้ว จนกระทั่งถือว่า เป็นสัญลักษณะ ในพิธีไหว้ครู ซึ่งหญ้าแพรกนี้หมายถึง ความแตกแขนงของปัญญา ดุจการเจริญเติบโตแตก แขนงของหญ้ากับ นักเรียน
ด้วยการ ที่เรารู้จัก หญ้าแพรกกันนาน ทำให้มองข้ามไปว่า หญ้าชนิดนี้ ก็สามารถนำมาปลูกเป็นสนามได้
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น จะค่อนข้างแบน และจะตั้งตรงหรือโค้งจากฐานของลำต้น มีทั้งลำต้นใต้ดิน และลำต้นบนดิน ซึ่งแตกแขนงออก มาแล้วมีรากที่ข้อ
ใบ ค่อนข้างบางใบเรียวแหลม ขอบใบมีขนเล็ก ๆ ใบมีสีเขียงเข้ม เนื้อใบค่อนข้างหยาบ
ดอก ช่อดอกจะเป็นสามเหลี่ยม และมีดอกย่อยอยู่ 4 -5 แขนง
ต้องการแสงแดดเต็มที่ในการเจริญเติบโต จึงจะได้หญ้าที่ดี ถ้าปลูกในที่ร่มหรือตามชายคาบ้าน ลำต้นจะยาวยืด ใบหญ้าจะบางอ่อนแอ
ทนต่การเหยียบย่ำดี หาอาหารเก่ง อาศัยเพียงน้ำค้างก็สามารถเจริญเติบโตได้ และฟื้นตัวเร็ว
การให้ปุ๋ยนั้นไม่จำเป็นมากนัก เพราะสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี ดังนั้นการให้ปุ๋ยในอัตตราต่ำ โดยครั้งหนึ่งทิ้งระยะไปอีก 2 - 3 เดือนก็ได้
มีความทนต่อโรคและแมลงได้ดี
ประโยชน์
ในสภาพแวดล้อมและการดูแลที่เหมาะสม เป็นหญ้าที่มีความสม่ำเสมอ คุณภาพดีพอใช้จึงจะได้หญ้าที่สีเขียวสด ใช้ปลูกเป็นสนามหญ้าทั่ว ๆ ไป เช่น สนามฟุตบอล รักบี้ ในสวนสาธารณะ ปลูกตามขอบถนน สนามเด็กเล่น ปลูกเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกในพื้นที่ที่กว้าง ๆ เพียงเพื่อต้องการปลูกปกคลุมดินป้องกันไม่ให้เกิดการพังทะลายของดินได้
หญ้านี้มีความต้องการดูแลในระดับที่ปานกลางถึงระดับสูง จึงจะได้คุณภาพดี ถึงแม้จะทนต่อความแห้งแล้งและความร้อนได้สูงก็ตาม แต่หญ้านี้จะคุณภาพไม่ดี ถ้าไม่ได้ให้น้ำอย่างเพียงพอ การใช้หญ้าแพรกทำสนามหญ้าต้องระมัดระวังอย่างหนึ่งคือ หญ้านี้จะกลายเป็นวัชพืชที่สำคัญได้ เนื่องจากการเจริญเติบโตเร็ว ทั้งยังมีเมล็ดแพร่พันธุ์ได้อีก และจะเป็นวัชพืชที่เข้าไปในแปลงดอกไม้ ไม้พุ่มเล็ก ๆ แม้กระทั่งตามถนนที่มีรอยแตก หญ้านี้จะแทรกตัวไปขึ้นได้
การตัดหญ้า
การตัดหญ้าชนิดนี้ จำเป็นต้องตัดบ่อยครั้ง ระยะการตัดที่เหมาะสม 0.75 - 1.5 นิ้ว จากพื้นดิน เพราะหญ้านี้มีความเจริญเติบโตทางแนวตั้งมาก จึงต้องตัดต่ำพอสมควร และต้องตัด 1 - 2 อาทิตย์ต่อครั้ง เพื่อให้ได้หญ้าที่มีคุณภาพการตัดก็ใช้เครื่องตัดหญ้าทั่ว ๆ ไปได้ แม้กรรไกรก็สามารถใช้ได้ในสนามเล็กไม่กว้างมากนัก
การขยายพันธุ์
หญ้าแพรกนี้ปลูกได้ในดินทั่ว ๆ ไป ได้ดีพอสมควร มีการตอบสนองต่อปุ๋ยและน้ำดี จะขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดก็ได้ หรือแซะต้นหญ้าจากริมถนนไปปลูกเป็นจุก ๆ ก็ได้ เพราะไม่มีจำหน่าย หญ้าแพรกนี้ มีลักษณะพิเศษอย่างหนึ่งคือ ต้นมีอายุมากพอสมควร จะสร้างหัวไก่ชูขึ้นพ้นส่วนอื่น ๆ เห็นได้ชัดเจน ซึ่งหัวไก่นี้สมัยเด็กเราเคยไปถอนมาเล่นตีไก่กัน
ข้อดี
ใบเล็ก โตเร็ว ทนแล้ง ไม่ต้องเอาใจใส่ดูแลมากนัก เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่กว้าง ๆ ได้ดี โดยเฉพาะในสนามกีฬาต่าง ๆ ตามริมถนนเพื่อป้องกันการพังทะลายของไหล่ถนน
ข้อจำกัด
เป็นวัชพืชง่าย เพราะมีการเจริญเติบโตเร็ว โดยจะรุกเข้าไปในแปลงหญ้าชนิดอื่น ๆ ที่ปลูกใกล้กัน และรุกเข้าไปในแปลงดอกไม้ เมื่ออกดอกจะทำให้สนามไม่สวยงาม และจะเป็นสนามที่แย่มากถ้าขาดการดูแล
ข้อแนะนำ
เมื่อปลูกหญ้าแพรกควรให้น้ำให้ปุ๋ยบ้าง การตัดก็ให้สม่ำเสมอระวังอย่าให้มีช่อดอกเกิดขึ้น ควรตัดก่อนออกดอกจะดี
หญ้าเซนต์ออกัสตีน
เป็นหญ้าพื้นเมืองของ หมู่เกาะอินเดียตะวันตก ขึ้นได้ดีในเขตร้อนชื้น ชอบดินที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีความชื้นสูง สามารถปลูกได้ทั่ว ๆ ไป ตั้งแต่ดินทราย จนถึงดินที่มีความเค็มไม่มากนัก
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น จะแบนและแข็ง มีทั้งลำตั้นบนดิน และลำต้นใต้ดินในการเจริญเติบโต
ใบ แบนมีสีเขียวเข้ม จนถึงสีตองอ่อน ใบกว้างเกือบเท่าหญ้ามาเลเชีย ขอบใบตรงใบยาวประมาณ 6 นิ้ว ปลายใบมนเป็นบุ๋ม มีผิวสัมผัสละเอียด แต่จะแข็งกว่าหญ้ามาเลเชียนิดหน่อย
ดอก จะมีช่อสั้น ดอกย่อยจะมีลักษณะคล้ายดอกบัว
คุณสมบัติที่เด่นคือ สามารถทนต่อความเค็มหรือไอเกลือในบริเวณชายฝั่งทะเลได้ดี
สามารถปลูกได้ในที่กลางแจ้ง และที่มีร่มเงารำไรได้เหมือนหญ้ามาเลเชีย
ไม่ทนต่อการเหยียบย่ำ แต่มีอัตราการฟื้นตัวสูง
ไม่ทนต่อความแห้งแล้ง ดังนั้นจึงต้องการความชื้นสูง ถ้าความชื้นในดินไม่เพียงพอก็จะเหี่ยวในฤดูแล้ง ถ้าไม่รดน้ำสม่ำเสมอ ขอบใบจะไหม้และจะตายได้
หญ้าเซนต์ออกัสตีนที่ปลูกใหม่ ๆ ควรระวังดังต่อไปนี้
1. ต้องรดน้ำให้ชุ่มชื้นพอเหมาะ ถ้าน้ำขังแฉะจะตายง่าย
2. ต้องหลีกเลี่ยงการเหยียบย่ำ จนกว่าหญ้าจะตั้งตัวได้
3. ให้ทำการปลูกซ่อมทันที ในบริเวณที่หญ้าตาย หรือหญ้าที่ขึ้นบาง ๆ เพราะหญ้าที่ปลูกซ่อมจะเจริญเติบโตทันกัน และประสานสนิทเป็นพื้นเดียวกัน
4. ใช้ลูกกลิ้ง กลิ้งทับสนามหลังจากหญ้าตั้งตัวได้แล้ว เพื่อให้หญ้าเกาะดินได้ดี
ประโยชน์
เหมาะสำหรับปลูกในสวนหย่อม โดยเฉพาะที่ร่มรำไร บริเวณชายคาบ้าน และบนทางเท้าที่อยู่ในบริเวณร่มเงา ชอบดินที่มีความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 6.5 - 7.5 นอกจากนี้ ยังใช้ปลูกใต้ร่มเงาของต้นมะพร้าวริมทะเล
การตัดหญ้า
ควรตัดหญ้านี้ในระยะ 1 - 2 นิ้ว ตัดทุก ๆ 10 -15 วัน การตัดบ่อยครั้งจะช่วยให้หญ้าแน่นใบไม่กระด้าง และใช้เครื่องตัดแบบเดียวกับหญ้ามาเลเชีย ในฤดูฝน ควรตัดบ่อยครั้งขึ้น และควรตัดให้สั้นกว่า 1 นิ้ว จะทำให้วัชพืชแทรกขึ้นมาได้
การขยายพันธ์
ใช้ต้นขยายพันธุ์ โดยการปลูกเป็นกระจุก ส่วนการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดไม่เหมาะสม เพราะเมล็ดไม่ค่อยสมบูรณ์ มีเปอร์เซนต์ความงอกต่ำ
ข้อดี เป็นหญ้าที่เหมาะสำหรับในที่ร่มรำไร และบริเวณดินเค็ม โดยเฉพาะตามชายฝั่งทะเลและที่ใกล้เคียง
ข้อจำกัด ไม่ทนต่อการเหยี่ยบย่ำ และมีแมลงบางชนิดชอบกัดกินใบหญ้าชนิดนี้ ยังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด เคยทดลองปลูกที่วิทยาลัยเกษตรกรรมบางประจำ จ.ชลบุรี
ข้อแนะนำ เหมาะสำหรับปลูกในบริเวณชายทะเล
หญ้ากำมะหยี่ Lagascea mollis (silkleaf)
เป็นหญ้าเจริญเติบโตในเขตอบอุ่นได้ดี แต่การเจริญเติบโตช้าที่สุดในบรรดาหญ้าด้วยกัน เป็นหญ้าที่ยืดหยุ่นตัวดี ถ้าทิ้งไว้นาน ๆ จะขึ้นเป็นจุก การตัดก็จะลำบาก และกินแรง
ลักษณะทั่วไป
ลำต้นเล็กกลม มีปล้องสั้น ต้นที่เกิดใหม่จะเกิดจากส่วนยอดเป็นส่วนมาก และลำต้นที่อยู่บนดิน เมื่อทอดตัวลงไปพื้นดิน ก็จะแตกรากที่ข้อ แล้วเกิดต้นใหม่ที่รากลึก 4 - 5 นิ้ว
ใบ จะละเอียดมากที่สุดกว่าหญ้าพันธุ์อื่น ปลายใบแหลม ใบสีเขียว อ่อน จะกว้างเกิน 1 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 - 2 มิลลิเมตร ใบค่อนข้างแข็ง
ดอก ช่อดอกจะมีขนาดสั้น มีดอกเล็ก ๆ อัดตัวกันแน่น บนก้านดอก การบานของดอกเริ่มจาก ส่วนล่างไปส่วนยอด
การเจริญเติบโตจะมีลำต้นใต้ดิน และลำต้นบนดิน กระจายติดต่อกันไปตามจุดต่าง ๆ หญ้านี้จะอัดตัวกันแน่น จึงสามารถคลุมดินได้ดี ใช้ป้องกันการเจริญเติบโตของวัชพืชได้ดี ยังเป็นตัวกันชนไม่ให้หญ้า 2 ชนิดเจริญข้ามไปได้
ชอบดินที่มี pH ประมาณ 6 - 7 และต้องเป็นดินร่วนมีการระบายน้ำดีและอากาศดี ดินเป็นกรดเล็กน้อยจะชอบมาก
ทนต่อความแห้งแล้งและความร้อนได้ รวมทั้งทนต่อการเหยียบย่ำได้ดีพอสมควร แต่การฟื้นตัวต่อการเหยียบย่ำค่อนข้างช้า ไม่ทนทานต่ออากาศเย็นได้ สามารถขึ้นในที่ร่มได้
ประโยชน์
หญ้ากำมะหยี่นี้ เหมาะสำหรับในการจัดสวนหย่อม ตกแต่งสวนตามซอกหิน ดูแล้วสวยงาม เพราะมีใบละเมียด ต้นจะมีความสูงประมาณ 2 - 3 นิ้ว เท่านั้น
การตัดหญ้า
หญ้านี้จะเจริญช้ามาก ถ้าปลูกเป็นจุกต้องใช้เวลาถึง 2 ปีกว่าจะเต็มสนาม ถ้าแยกปลูกเป็นต้น ๆ จะใช้ระยะเวลาถึง 3 ปีกว่าหญ้าจะเต็มสนาม ใช้ระยะตัดหญ้าประมาณ 0.75 - 0.80 นิ้ว ตัดทุก 3 - 4 อาทิตย์ หญ้านี้มีความยืดหยุ่นตัวดี ซึ่งก็ทำให้หญ้านี้แพร่กระจายตัวได้ดี เครื่องมือที่ใช้ตัด เป็นแบบวงล้อจะดีกว่าแบบใบพัด
การขยายพันธุ์
โดยการใช้ส่วนต่าง ๆ ของต้น เช่น ปลูกแบบแยกต้น แบบกระจุก และแบบปูเป็นแผ่น ๆ แต่ที่นิยมกันก็ปลูกเป็นแผ่น ๆ เพราะว่าหญ้ากำมะหยี่นี้เจริญเติบโตช้า ไม่นิยมขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด
ข้อดี เป็นหญ้าที่สวยงามมาก ถ้าตัดบ่อย ๆ เพราะมีผิวสัมผัสละเอียดมีความอ่อนนุ่ม
ข้อจำกัด เจริญเติบโตช้า การดูแลรักษายาก ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด
